Fanfiction

By แมวตัวร้าย (Asana Fay Kakuba)

 

ริวจิสั่งให้ชิกิของตนเข้าเล่นงานใส่ริคุโอะอย่างไม่รอช้า ท่ามกลางความตกใจของยูระ
เด็กสาวเรียกชื่อพี่ชายเป็นการห้าม แต่ริวจิก็ไม่สน ทั้งบอกให้ยูระร่วมลงมือปราบปีศาจตามหน้าที่
ที่พึงกระทำตามที่ถูกสั่งสอนมา


ส่วนริคุโอะก็จับต้นชนปลายจนรู้แล้วว่าชายตรงหน้าเป็นพี่ชายของยูระ
ริคุโอะไม่ต้องการให้ยูระรู้เรื่องที่ตัวเองมีสายเลือดปีศาจ เพราะไม่ต้องการให้
เหตุการณ์เป็นเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ตอนนี้นั่นก็กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไปไม่ได้แล้ว...


"ยังไม่คิดจะเผยร่างจริงออกมาอีกเหรอ เจ้าปีศาจที่แปลงร่างเป็นมนุษย์เอ๋ย"

ริวจิพูดกับริคุโอะที่กำลังสำลักฝุ่นที่เกิดจากการโจมตีในคราวแรก

"ต้องจัดการทั้งร่างมนุษย์แบบนี้มันออกจะปวดใจไปหน่อย แต่พวกที่มีแต่'ความชั่วร้าย'
ก็ต้องทำลายให้หมดเท่านั้น"

ว่าแล้วริวจิก็โจมตีเข้าใส่ริคุโอะ หมายจะตัดรากถอนโคนให้สิ้นด้วยน้ำมือของตนเอง....
หากว่าองเมียวจิหนุ่มก็ต้องเบิ่งตากว้างเมื่อการโจมตีนั้นถูกยูระเข้าไปป้องกันเอาไว้


"ค...คุณเคย์คะอิน"


ไม่ใช่แค่ริวจิเท่านั้นที่ประหลาดใจ ริคุโอะเองก็ไม่เชื่อสายตาตัวเองต่อการกระทำที่ไม่มีใครคาดคิด
ของยูระเช่นกัน....


"......นูระคุง....นูระคุงน่ะ เป็นมนุษย์ใช่ไหม?"


คำถามนั้นทำให้นายน้อยถึงกับอึ้งไป....
สายตาของเด็กทั้งคู่จับจ้องไปที่ดวงตาของอีกฝ่าย....คนหนึ่งเพื่อต้องการคำตอบ
ส่วนอีกคน ก็กำลังครุ่นคิดว่าจะตอบออกไปเช่นไรดี....


"ไม่รู้งั้นเหรอ.....ไม่ใช่...สายตาแบบนี้ มันสายตาที่กำลังเคลือบแคลงใจ...."


นายน้อยคิดระหว่างที่พิจารณาดวงตาสีเข้มของยูระ ที่จ้องมองเขม็งมาที่ตน....


"กำลังสงสัยในตัวเรา แต่ถึงอย่างนั้น....ก็กำลังรอให้เราตอบว่า 'เป็นมนุษย์' "


'ใช่แล้ว...ผมน่ะ ไม่ใช่ศัตรูของมนุษย์หรอกนะ!!'


เมื่อคิดดังนั้นแล้ว นายน้อยก็ตอบออกไปว่า ตนเองเป็นมนุษย์...


และคำตอบนั้น ก็ทำให้รอยยิ้มกลับมาบนใบหน้าของยูระอีกครั้ง
เด็กสาวหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นพี่ชาย


"พี่ได้ยินแล้วใช่ไหม ริคุโอะคุงไม่ใช่ศัตรูนะ!!"

ยูระเลือกที่จะเชื่อในตัวริคุโอะ แม้นั่นจะขัดกับคำสั่งของพี่ชายก็ตาม

"นูระคุงเป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉัน ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด!!
ถ้าพูดแล้วยังไม่เข้าใจ ต่อให้เป็นพี่ ฉันก็จะจัดการ!!"


ถูกน้องสาวพูดใส่แบบนี้ มีหรือที่คนอย่างริวจิจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ
สายตาขององเมียวจิหนุ่มแข็งกระด้าง จับจ้องมาที่น้องสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ...


"จัดการ? ยูระเอ๋ย...รับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วยนะ"


สิ้นคำ การต่อสู้ระหว่างพี่น้องก็เปิดฉากขึ้น โดยยูระเป็นคนโจมตีก่อน
ด้วยปืนที่เกิดจากการรวมชิกิกามิเข้ากับผู้ใช้

แต่แน่นอน ว่าคนที่ผ่านร้อนหนาวมาก่อน คงไม่ถูกจัดการง่ายๆแน่...
ริวจิที่กางยันต์ตั้งรับ แทบไม่ปรากฏความเสียหายใดๆ และเป็นฝ่ายโจมตีกลับใส่น้องสาว
ด้วยชิกิที่ชื่อ งะโร (หมาป่าหิวโหย) แต่ยูระก็ไวพอที่จะเรียกชิกิกามิสายพันธุ์หมาป่าของตนออกมา

ซึ่งถึงตัวชิกิกามิที่เป็นกระดาษ จะเคยถูกทามาสึกิฟันขาดสองท่อนจนต้องแปะสก็อตเทปเอาไว้
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความร้ายกาจลดน้อยลงไปเลย ด้วยการงับกลางลำตัวเพียงครั้งเดียว
ชิกิของริวจิก็สลายร่างกลายเป็นน้ำ  ริคุโอะถึงกับมองด้วยความทึ่ง


ริวจิมองฝีมือของน้องสาว แล้วก็เอ่ยเรียบๆว่าพลังวิญญาณของยูระที่สามารถเรียกชิกิกามิทีละหลายๆตัว
ยังมากมายไม่เปลี่ยน  แต่ก็ยังเป็นรองมามิรุอยู่ดี


ว่าแล้วริวจิก็เรียกชิกิกามิออกมาอีกสองตัว เข้าโจมตียูระจากด้านซ้าย และหน้าตรง

แต่ทว่า...

"นั่นมันของปลอม มองไม่เห็นเหรอ? ของจริงน่ะทางขวาต่างหากเล่า"


เสียงของริวจิที่พูดออกมา ทำให้ยูระชะงัก และหันไปโจมตีชิกิที่พุ่งตรงมาจากทางขวา
แต่กลับกลายเป็นว่า ชิกิกามิตัวนั้นกลับเป็นของปลอม ส่วนของจริง คือชิกิกามิที่พุ่งเข้ามา
อีกสองด้านที่เหลือต่างหาก...


ริวจิอาศัยที่ยูระยังเป็นเด็ก หลอกล่อด้วยคำพูดจนพลาดท่า
ยูระร้องออกมา เมื่อถูกชิกิของพี่ชายพุ่งเข้าหาจังๆ


"ยูระ...โดนหลอกด้วยคำพูดง่ายไปแล้วนะ"


ริวจิที่เข้าไปจนถึงตัวยูระที่ทรุดนั่งอยู่กับพื้น ฟาดน้องสาวด้วยกระบอกไม้ไผ่จนยูระหน้าคว่ำ
ริคุโอะถึงกับทนไม่ได้กับการกระทำของริวจิ จนประท้วงขึ้นมา


"ไม่เป็นไรหรอก นูระคุง ฉันน่ะ ไม่ถูกงะโรกินหรอก"


ยูระพูดขณะพยายามยันตัวเพื่อลุกขึ้น
แต่ริวจิฟังคำพูดของยูระ แล้วก็พูดขัดขึ้น


"ถูกงะโรกินงั้นเหรอ พูดอะไรอยู่? เจ้านี่จะไปทำแบบนั้นได้ยังไง?"


ระหว่างที่ริคุโอะกับยูระชะงักด้วยความสงสัยในคำพูดของริวจินั่นเอง ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงกับยูระ
เมื่อน้ำในร่างกายของเด็กสาว ทะลักออกมาจากปากจนสำลัก


ที่แท้แล้วงะโรของริวจิ ไม่ใช่ชิกิกามิสายโจมตีดังที่เจ้าตัวแสดงให้เห็น
ชื่อที่แท้จริงของมันคือ "เก็นเก็น" เป็นชิกิกามิสายพันธุ์น้ำที่จะทำให้น้ำในร่างกายปั่นป่วน
ริวจิแสร้งเปลี่ยนชื่อ และคำสั่งให้ดูเหมือนชิกิกามิสายโจมตี เพื่อปกปิดเป้าหมายที่แท้จริง
นั่นก็คือการส่งชิกิกามิของตนเข้าไปใสร่างกายของเป้าหมาย


และเมื่อริวจิออกคำสั่ง น้ำในร่างกายของยูระก็พุ่งออกมาจากร่างของเด็กสาวทุกทิศทุกทาง....


"วิชาขององเมียวจิน่ะ ไม่ใช่แค่สั่งให้ชิกิกามิวิ่งไปมาหรอกนะ
เรียนรู้เอาไว้ซะ ยูระ....การใช้คำพูดก็คือวิชาขององเมียวจิ!"


ริวจิพูด ก่อนย่างสามขุมเข้าไปหายูระ
"เธอน่ะ ไม่รู้ความเกินไป ถึงถูกผู้ชายแบบนี้ปั่นหัวเอา
โดนเก็นเก็นเข้าไปคงทรมานใช่ไหม แต่นี่ก็คือความรักของพี่นะ
ถ้าตอนนี้ จะยังให้อภัย ถ้าไม่อยากตายไปแบบนี้ ก็กลับมาอยู่ฝ่ายพี่ซะ!!"


ริวจิพูดโดยกระชากคอเสื้อยูระเอาไว้ โดยไม่สนใจว่าน้องสาวจะรู้สึกเจ็บหรือไม่...
แต่ก่อนที่จะทันได้ทำอะไร ร่างของยูระก็ถูกใครบางคนคว้าตัวเอาไป
พร้อมกับสายลมที่พัดผ่าน ราวกับเงาของปีศาจ....


"คุณเคย์คะอิน...ขอโทษนะ...แต่ทนไม่ไหวแล้ว"

และร่างภายใต้เสื้อคลุมฮะโอริสีดำสนิท ประดับด้วยอักษร 'ความหวาดกลัว'
ที่แย่งตัวยูระไปอยู่ในอ้อมแขนก็เป็นใครไปไม่ได้......


"จะองเมียวจิ จะเคย์คะอินอะไร ข้าก็ไม่รู้หรอกนะ
แต่ไอ้คนที่กล้าลงมือกับพรรคพวกน่ะ ไม่ให้อภัยง่ายๆแน่"

นายน้อยแห่งกลุ่มนูระ จับจ้องเขม็งไปที่ริวจิ ซึ่งมองตอบมาด้วยสายตา
ที่แข็งกร้าวไม่แพ้กัน


"นั่นน่ะเหรอ ร่างที่แท้จริงของแก เจ้าปีศาจ!!
จะจัดการให้เหี้ยนเลย  คนที่จะหลอกยูระได้ มีแต่พี่ชายเท่านั้นล่ะ... !!"



*********************

 

Ikiru riyuu (Reason for living)

By Asana Fay K.

Fandom: Katekyo Hitman Reborn
Pairing: Gokudera Hayato x Sawada Tsunayoshi
Rate: PG

 

HAPPY BIRTHDAY IRREGULARS 2009/02/07

**********************

 

แต่ก่อน.....มีคนเคยบอกผมว่า

ถ้าหากไม่รู้จะใช้ชีวิตของตัวเองยังไง...ก็จงใช้มันเพื่อใครสักคน....

และคำตอบของผมในตอนนั้น....ก็คือรอยยิ้มเยาะ
พร้อมบอกอย่างไม่ใส่ใจว่านั่นคือคำพูดไร้สาระที่สุดที่เคยได้ยินมา....


**********************



"โกคุเดระคุง..."

 

ทันทีที่ประตูไม้บานหนาเปิดออก...เสียงที่คุ้นเคยก็เอ่ยขึ้นทัก...พร้อมกับดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยที่สำรวจตัวผมตั้งแต่หัวจรดเท้า....

 

"ไม่ได้บาดเจ็บสินะ"

 

สีหน้าของเขาดูโล่งอกหน่อยๆ จนผมอดยิ้มให้ไม่ได้

 

"ในรายงาน ผมก็เขียนแล้วนี่ครับว่าภารกิจลุล่วงไปด้วยดี และไม่มีใครบาดเจ็บ"

 

"นั่นมันก็ใช่...."

เขา...ที่ตอนนี้คือผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลวองโกเล่พูดพลางยิ้มเจื่อนๆ...

 



......และสิ่งที่อยู่หลังรอยยิ้มนั้น...ก็คือความเป็นห่วงที่รับรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ย.....

......สิ่งที่ก่อให้เกิดความอุ่นวาบขึ้นในอก......



"เพื่อรุ่นที่สิบแล้ว ไม่ว่าต้องบุกน้ำลุยไฟ ผมก็ยินดีครับ..."



แม้ไม่ต้องมีกระจก....ผมก็รู้ดี ว่าตอนนี้ที่ระบายอยู่บนใบหน้าของผม...คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากรอยยิ้ม.....


รอยยิ้ม...อย่างที่มีไว้เพื่อคนตรงหน้าเพียงคนเดียว....

 

**********************


รู้ไหม....ว่าความรู้สึกที่มีให้ใครสักคนซึ่งเป็นคนสำคัญมันมีพลังมากมายแค่ไหน...?

 

...ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก 'ความรัก'....ที่มีให้กับใครคนนั้น.....

 

**********************

 

ภาพของห้องเรียนที่กลายเป็นซากปรักหักพังราวกับแดนมิคสัญญีปรากฏอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเสียงที่คล้ายระเบิดที่ดังใกล้เข้ามาทุกที

 

"ปล่อย!!"

 

ผมเห็นตัวเองกำลังพยายามสะบัดจากการเกาะกุมของเบลเฟกอล หากอีกฝ่ายก็ยังดื้อดึงไม่ยอมแพ้ แม้ว่าเวลากำลังจะหมด....

 

หากปล่อยไว้แบบนี้ คงต้องตายกันทั้งคู่แน่.....

 

"ฮายาโตะ พอได้แล้ว!!"

 

เสียงของชามาลดังขึ้นเพื่อห้ามผม...แต่....ถ้าหากปล่อยมือตอนนี้...แหวนแห่งวายุก็จะตกไปอยู่ในมืออีกฝ่าย พร้อมกับชัยชนะของวาเรีย...

 

.....เพื่อรุ่นที่สิบ....เพื่อรุ่นที่สิบแล้ว...กับอีแค่ชีวิตของตัวเอง.....

 

 

"โกคุเดระคุง!"

 

 

แล้วผมสะดุ้งพร้อมกับลืมตาตื่น...

 

 

"โกคุเดระคุง เป็นอะไรหรือเปล่า?"

 

เสียง...ซึ่งเป็นเสียงเดียวกับที่เรียกผมในความฝันเอ่ยถามซ้ำด้วยความเป็นห่วง
เช่นเดียวกับดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างกังวล...

 

"ไม่เป็นไรครับ....ผมแค่ฝัน....."


แล้วผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้...ว่าก่อนที่จะหลับไป ผมกำลังช่วยรุ่นที่สิบจัดการเอกสารต่างๆอยู่....
ให้ตายเถอะ แล้วมาหลับต่อหน้ารุ่นที่สิบแบบนี้มันได้ที่ไหนกัน!!

 

"รุ่นที่สิบครับ ผมขอโท........"

ผมตั้งท่าจะลุกขึ้นแสดงความขอโทษต่อคนสำคัญที่อยู่ตรงหน้า....หากพอขยับตัว ก็รู้สึกถึงสัมผัสอุ่นที่ห่มคลุมอยู่รอบตัว...

 

.....ผ้าห่ม.....?

 

"เพิ่งกลับจากภารกิจได้สองวัน คงยังเหนื่อยอยู่ พักอีกหน่อยเถอะนะ"

 

"รุ่นที่สิบ...."

 

หากเป็นเมื่อก่อน.....ผมคงจะดึงดัน....ดันทุรังทำงานต่อ.......

หากเป็นเมื่อก่อน.....ผมคงฝืน ไม่สนใจไยดีกับสุขภาพ หรือแม้แต่ชีวิตของตัวเอง.....

หากเป็นเมื่อก่อน.....ผมคงไม่เข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตเพื่อใครสักคน....

แต่ว่าตอนนี้.....

 

"ทราบแล้วครับ..."

ผมตอบพร้อมมองเขา....ที่จ้องกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยน.....

 

 

ไม่ใช่แค่การยินดีตายแทนใครคนนั้น....แต่สิ่งที่สำคัญกว่า...อาจเป็นการมีชีวิตอยู่เพื่อคอยปกป้องดูแล

....อยากอยู่เคียงข้างคนๆนี้ ให้นานที่สุด.....

 

นั่นต่างหากไม่ใช่หรือ....หน้าที่ของ ‘มือขวา'ที่ดีน่ะ?

 

 

แต่ว่า....

 

"รุ่นที่สิบครับ"

ผมเอ่ยเรียกเขาที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ด้วยกันบนโซฟา....

 

"หืม? อ๊ะ โกคุเดระคุง!"

 

วินาทีที่เขาร้องเช่นนั้นออกมา ก็คือวินาทีเดียวกับที่ผมใช้มือโอบเอวของเขาเข้ามากอดเอาไว้

 

"คิดจะทำอะไรน่ะ?"

 

"มาตรการป้องกันความปลอดภัยครับ เกิดมีใครฉวยโอกาสตอนผมหลับ เข้ามาทำร้ายรุ่นที่สิบจะทำยังไงล่ะครับ?"

 

"แล้วจะให้ฉันขยับไปไหนยังไงล่ะ นี่ อย่าเพิ่งหลับสิ!"

 

 

ผมยิ้ม...มือยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น...

 

การมีชีวิตเพื่อใครสักคน...ก็ไม่ได้แปลว่าจะขออะไรตอบแทนเล็กๆน้อยๆบ้างไม่ได้นี่ครับ?

 


"............."



ผมกระซิบถ้อยคำนั้นเบาๆ...ที่ข้างหูเขา...

และสิ่งที่ตามมา...ก็คือใบหน้าที่กลายเป็นสีระเรื่อของเขา....และอ้อมกอดของผมที่ได้รับการกอดคืน.....

**********************

Fin

 

สุขสันต์วันเกิดนกฮูก 

เป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ? >w<

มีความสุขมากๆนะ!

Nonverbally


by Asana Fay K.

Pairing: Dr.Shamal x Gokudera Hayato
Fandom: Katekyo Hitman Reborn!
Rate: PG

หมายเหตุ : ตัวประกอบเป็นตัวละครออริจินอลที่ไม่ปรากฏในเนื้อเรื่องจริงนะจ๊ะ

 

**************************

 

ร่างในชุดสูทสีขาวเดินทอดน่องไปตามพื้นหินของถนนซึ่งทอดยาวไปถึงจัตุรัสใจกลางเมืองเป็นจังหวะที่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เร่งรีบอะไร  รองเท้าหนังผลิตในอิตาลีคู่นั้นกระทบกับพื้นส่งเสียงดังกึกๆ สลับกับเสียงทักทายของผู้เป็นเจ้าของ ที่ร้องทักสาวแก่แม่ม่ายเจ้าของร้านที่อยู่ข้างทางด้วยเสียงกรุ้มกริ่ม

 

"Bonjour Madam~~"

 

แม้ัจะแปร่งด้วยสำเนียงคนต่างถิ่น หากสาวน้อยใหญ่ก็หัวเราะและส่ายหัวให้กับ คำทักทายของผู้มาเยือนที่มาถึงเมืองเล็กๆแห่งนี้เมื่อหลายวันก่อน

 

 

"วันนี้ไม่ไปตามหาความรักที่ไหนอีกหรือคะ?"

เสียงทักทายที่แฝงด้วยน้ำเสียงประชดนิดๆถูกถามขึ้นด้วยท่าทีเป็นมิตรแต่ก็ยังไว้เชิง หลังจากที่ร่างสูงเปิดประตูเข้ามาในร้านอาหารเล็กๆหัวมุมถนน

ชายในชุดสูทสีขาวยิ้มพร้อมยื่นดอกไม้ที่ถือมาให้เธอ ก่อนหยอดคำหวานด้วยภาษาของท้องถิ่น


"มารีที่รัก เธอก็รู้ว่าหัวใจของฉันตอนนี้เรียกร้องความรักจากเธอคนเดียว?"


พูดแล้วไม่พูดเปล่า มือที่ว่างยังยื่นเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว หากว่าหญิงสาวก็ไวพอที่จะใช้ถาดสีเงินที่ถืออยู่ฟาดเปรี้ยงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จนมือปลาหมึกนั้นต้องหดกลับไปพร้อมเสียงโอดโอยน่าสงสารที่เธอรู้ดีว่าต้องหารความน่าเชื่อถือออกสักเท่าไหร่จึงจะพอ

 

"ยังไม่เปลี่ยนเลยนะคะ แต่ช่วยจำไว้ว่าตอนนี้ฉันแต่งงานแล้วนะ?"


"เช่นนั้นฉันก็ยังรักเธอเหมือนเดิมนั่นแหละ"


หญิงสาวฟังคำตอบนั้นแล้วก็ต้องยิ้มพร้อมถอนหายใจออกมาเบาๆ  แว่บหนึ่งที่ดวงตาคู่สวยอ่อนลงเมื่อนึกถึงอดีตของเธอกับคนตรงหน้าเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่ชั่วเพียงอึดใจ ดวงตาใสก็กลับมาสะท้อนประกายดังเดิม


"ฉันเตรียมที่ให้คุณทางโน้น เดี๋ยวเอสเพรซโซ่จะตามไปนะคะ"

 

ว่าแล้วเธอก็รุนหลังเป็นการบังคับให้อีกฝ่ายไปนั่งตามคำแนะนำ ก่อนจะหายไปยังหลังเค้าท์เตอร์เตรียมเครื่องดื่ม

 

หนุ่มใหญ่ทำท่าเหมือนจะเรียก แต่ก็ชะงัก ก่อนจะเปลี่ยนใจกลางคัน แล้วยอมนั่งตรงที่นั่งโดยดี

มารียังรู้ใจเขาเหมือนเดิม...ที่นั่งริมหน้าต่างเปิดรับแสงจากภายนอกทำให้บรรยากาศบริเวณโต๊ะสว่างสดใส หากก็ไม่ได้เจิดจ้าจนเกินไปเมื่อผ่านกิ่งก้านใบของไม้ใหญ่ด้านนอก...

ลมเย็นของต้นฤดูร้อนพัดผ่านเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดโล่ง...ทำให้เขาอดหลับตาลงรับความเย็นรื่นใจนั้นไม่ได้...

 

....แล้วอยู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัว....ว่าอีกฟากหนึ่งของโลก......อากาศจะสดใสเช่นนี้ไหม.....

 

"เอสเพรสโซ่ค่ะ"

 

ความคิดที่กำลังล่องลอย ถูกขัดด้วยกาแฟหอมกรุ่นในถ้วยขนาดกระทัดรัดที่ได้รับการวางลงตรงหน้า...
กลิ่นหอมที่แตกต่างจากเอสเพรซโซ่ที่คุ้นเคย แต่ก็กลมกล่อมในแบบของตัวเองลอยมากระทบจมูก...


"ขอบคุณ มารี"


"วันนี้อากาศดีนะคะ"


เธอเอ่ยขึ้น ....คงเพราะเห็นว่าเขาทำท่าเหมือนคิดอะไรหลังจากมองท้องฟ้าสีสดนั่นล่ะมั้ง....


"...นั่นสินะ...."


"คิดถึงใครอยู่ใช่ไหมล่ะคะ?"


เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนอ้าปากเตรียมจะเถียง หากเธอก็ห้ามไว้เสียก่อน


"อ๊ะๆ อย่าเชียวนะคะ ฉันรู้ นะ เวลาที่คุณทำหน้าอย่างนั้น น่ะ"


คำพูดนั้นต้อนให้เขาต้องยกมือยอมแพ้...อย่างน้อย เธอก็เป็นถึงอดีตเจ้าหน้าที่ตอบโต้ข่าวกรองของฝรั่งเศสนี่นะ....


"ถ้าคิดถึง ทำไมไม่ไปหาล่ะคะ?"

 

".......ยังไม่ถึงเวลาน่ะ..."


คำตอบคลุมเครือ ถูกตอบออกมาหลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หากเธอก็เพียงแค่ยิ้มออกมาราวกับจะล้อคนตรงหน้า

 

"ไม่สมเป็นคุณเลยนะ?"


หนุ่มใหญ่ยิ้มตอบ...ไม่พูดอะไรออกมามากกว่านั้น...

 

นั่นสินะ...

ทำแบบนี้ อาจจะไม่สมเป็นเขาอย่างที่เธอว่าจริงๆก็ได้...

 


แต่ว่า...

 

"เฮ่อ....อ่ะ..."


ลมหายใจถูกทอดถอนออกมา ก่อนจะทันรู้ตัวเสียอีก.....

 

ให้ตาย นี่มันไม่สมกับเป็นเขาจริงๆนั่นแหละ...

 

คนที่อยากจะไปไหนก็ไป ไม่สนใจกับใครหรืออะไร แค่เพียงมีสาวสวยก็เพียงพอแล้ว....

เขาควรจะเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือ...?


แล้วไอ้ที่เป็นอยู่นี่คืออะไรกันน่ะ??

ไอ้ความรู้สึกแบบนี้....



.......ไอ้ความ 'คิดถึง'........นี่น่ะ......

 

********************************





"....จึงสรุปได้ว่า ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีครับ"


เสียงสรุปรายงานการปฏิบัติการของคนตรงหน้าที่สิ้นสุดลง ทำให้เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่พยักหน้า แล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ


"ขอบคุณมากนะโกคุเดระคุง"


"ไม่เป็นไรมิได้ครับ รุ่นที่สิบ"


และคำชมนั้น ก็ทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น 'มือขวา' ยิ้มหน้าบาน...

ในช่วงเวลาที่วองโกเล่ตั้งฐานบัญชาการในญี่ปุ่นเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องมากมายให้ต้องจัดการ และเขาก็ดีใจที่ได้ทำประโยชน์ให้กับ 'ดอน' ของเขาอย่างคุ้มค่าที่สุด...


"ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เพิ่งจบภารกิจมาคงเหนื่อย ไปพักก่อนเถอะ แล้วค่อยเจอกันตอนเวลาอาหารค่ำก็แล้วกันนะ"

 
"ครับ รุ่นที่สิบ"


แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มผมสีเงินจะทันได้หันหลังเดินออกไป สึนะโยชิ ผู้รั้งตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่สิบก็นึกอะไรขึ้นมาได้....


"จริงสิ โกคุเดระคุง"


"ครับ"


"นี่ถูกส่งมาเมื่อวันก่อน ระหว่างที่ไม่อยู่แน่ะ"


โกคุเดระยื่นมือออกไปรับ...และก็พบว่ามันคือโปสการ์ดแสดงภาพเมืองชายทะเลในแถบยุโรปเมืองหนึ่ง...


"โปรวองซ์"


สึนะโยชิพูดพลางยิ้มให้ ระหว่างที่คนตรงหน้าพลิกไปอีกด้าน เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ส่งมา...


"เจ้า้บ้านั่น...."


และคิ้วของเด็กหนุ่มก็ต้องขมวดมุ่นขึ้นมาทันที แม้จะไม่ปรากฏนามผู้ส่ง แต่ลายมือหวัดๆนั้นก็เกินพอที่จะบอกสิ่งที่ต้องการจะรู้...


"หมอชีกอเอ๊ย...."


"ใบที่ห้าแล้วสิ?"

คำถามนั้นไม่ต้องการคำตอบ สึนะโยชิเพียงแค่ยิ้ม ขณะที่มือขวาของเขายิ่งหน้าหงิกเข้าไปใหญ่....

ดวงตาสีมรกตจ้องโปสการ์ดในมือด้วยแววขุ่นเคือง ขณะที่ปากก็พร่ำสรรเสริญใครบางคนออกมาให้ได้ยินเป็นเสียงงึมงำ...



"โกคุเดระคุง...."

 

"ครับ?"

 

"ไปธุระที่ฝรั่งเศสให้ฉันหน่อยได้ไหม?"

 

********************************

 


บางที....


บางที...มันก็เป็นเรื่องแปลก...ที่คนเราพูดสิ่งที่คิด ออกไปได้ยากกว่าที่จินตนาการเอาไว้....


แม้จะแค่คำสั้นๆเพียงไม่กี่พยางค์...แต่มันก็บอกออกไปได้ยากเหลือเกิน....



แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น...ก็ยังอยากสื่อให้อีกฝ่ายรู้.....มากจนต้องทำอะไรสักอย่าง....

 

 

 

"เฮ้....."


เสียงแฝงด้วยความหงุดหงิดที่ดังขึ้น ทำให้คนที่นอนหลับอยู่บนผืนหญ้าต้องยกหมวกที่ใช้ปิดหน้า บังแสงอาทิตย์ไว้ออกไปให้พ้นทาง...


"มาช้าจัง..."


"อย่ามาพูดเหมือนเป็นความผิดฉันนะ เจ้าหมอเถื่อน"


คนบนพื้นหัวเราะหึๆออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะยันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง

ดวงตาสีควันบุหรี่สบเข้ากับดวงตาสีเขียวคู่สวยของคนตรงหน้า....



"ฉันแก่ตายไปก่อนจะทำยังไง?"


"ไม่ตายง่ายๆอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ?"


เจ้าของเรือนผมสีเงินพูดเช่นนั้น ก่อนล้มตัวนอนลงข้างๆ

ไม่มีคำพูดใดนอกจากนั้น ไม่มีคำพูดถามไถ่ใดๆ....มีเพียงแค่เสียงของใบไม้ที่เสียดสีกัน
ยามสายลมของฤดูร้อนพัดผ่าน.... 


มีเพียงแค่รอยยิ้ม...ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสองอย่างเงียบๆ......





บางที....คนเราพูดสิ่งที่คิดออกไปได้ยากเหลือเกิน...ทั้งที่เป็นคำสั้นๆเพียงไม่กี่พยางค์


.....แต่รู้ไหม......



บางที....มันก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกไปจริงๆก็ได้นะ......


ความรู้สึก....ที่ส่งผ่านได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวอักษร หรือแม้แต่คำพูด.....



รู้สึกถึงมันไหม.....?



*********************************

FIN



Asana Fay
View full profile