A Call without a coin
by Asana Fay K.
"แล้วผมจะกลับมารับกระเป๋าก่อนสามทุ่มนะครับ"
ผมได้ยินเสียงตัวเองพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ...แม้จะไม่ไพเราะเช่นเจ้าของภาษา แต่มันก็ทำให้พนักงานของโรงแรมที่เพิ่งจะยกกระเป๋าเดินทางใบเขื่องของผมไปเก็บพยักหน้าให้ แล้วเอ่ยด้วยไมตรีจิตว่า
"เที่ยวให้สนุกนะครับ"
...แล้วพอผมก้าวพ้นโรงแรม...วันว่างๆที่ไร้จุดหมายตามลำพังในเมืองที่ไม่คุ้นเคยก็เริ่มต้นขึ้น....
เฮ่อ...ถ้าหากเช็คเวลาเดินทางกลับกับเพื่อนคนอื่นๆในกลุ่มก็ดีหรอก จะได้ไม่ต้องมาแกร่วอยู่คนเดียวแบบนี้...
ผมได้แต่คิดแบบนั้นพลางมองท้องฟ้าสีฟ้าสดใสที่เปิดกว้าง ทอดตัวอยู่เหนือยอดตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจที่มองเห็นได้จากเนินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรม...
แต่ใครจะรู้? อะไรดีๆอาจจะรออยู่ก็ได้?
ผมคว้ากล้องออกจากกระเป๋าเป้บนหลัง ก่อนจะเริ่มออกเดิน...
เพราะตอนก่อนมาไม่ได้ปรึกษาใคร...กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเครื่องบินเที่ยวกลับของตัวเองเวลาต่างกับของชาวบ้านเขาสิบกว่าชั่วโมง ก็สายไปแล้ว...
...ต่อให้โทร.ไปขอเลื่อนเวลา ไฟลท์อื่นก็เต็ม...จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะก้มหน้ารับชะตากรรมด้วยรอยยิ้มอย่างเงียบๆ...
โชคยังดีที่สามารถฝากกระเป๋าเอาไว้ที่โรงแรมที่พักได้จนค่ำแม้จะเช็คเอาท์ออกไปแล้ว ผมจึงกะว่าจะออกไปเตร็ดเตร่ในเมืองคนเดียว ก่อนที่จะกลับมาเอากระเป๋า และนั่งรถบัสที่จองผ่านทางโรงแรมไปสนามบิน...
คนเดียว...กับเวลากว่า12ชั่วโมง...ในเมืองที่ไม่รู้จัก...
....เป็นความรู้สึกที่แปลกดีนะ......
ที่แรกๆที่ผมแวะไป คือพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ...หอศิลป์ที่แสดงภาพวาดของศิลปินท้องถิ่น...ห้องสมุดของรัฐที่ดูทันสมัยและเพียบพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
ผมแวะกินข้าวที่ร้านอาหารไอริชแห่งหนึ่ง...
ในกระเป๋าเหลือเงินอยู่ไม่มาก...หลังจากคำนวณให้เหลือพอใช้ฆ่าเวลาด้วยการดูหนังสักเรื่อง ผมก็ตัดสินใจสั่ง Rump Steak ที่ขึ้นเป็นเมนูพิเศษของร้านเพื่อมาทานเป็นอาหารกลางวันมื้อสุดท้ายในประเทศต่างถิ่นแห่งนี้...
และตอนที่ผมกำลังจัดการเจ้าชิ้นเนื้อกับสลัดตรงหน้านั่นเอง...เสียงโทรศัพท์มือถือของใครบางคนก็ดังขึ้น...
"ว่าไง"
ผมมองไปยังโต๊ะเยื้องๆกัน...และก็เห็นผู้เป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์ซึ่งนั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองสามคนกรอกเสียงไปตามสายพร้อมรอยยิ้ม....
ใครบางคนที่โทร.มาเป็นเพื่อนที่บอกว่าจะตามมาทีหลัง...หลังจากเร่งให้ปลายสายมาให้ไวๆ โทรศัพท์สายนั้นก็ถูกตัดลง ก่อนคนบนโต๊ะจะหันไปคุยกันต่อ....
....โทรศัพท์งั้นเหรอ.....
ตอนนี้ผมไม่มีโทรศัพท์...หรือถ้าจะพูดให้ถูก...ผมไม่ได้ใช้มันเลยตั้งแต่มาที่นี่...
การสื่อสารทุกอย่างเป็นการติดต่อผ่านทางอินเตอร์เน็ต...
และในวันสุดท้ายของการพักอาศัยในประเทศแห่งนี้...เจ้าอินเตอร์เน็ตที่ว่าก็ไม่อยู่เป็นทางเลือกให้ผมใช้ติดต่อกับผู้คนเสียแล้ว เมื่อไม่รู้จะเอาไปต่อได้ที่ไหนในเมืองที่เพิ่งจะมาถึงเมื่อวานเพื่อรอขึ้นเครื่องในวันนี้...
ผมมองไปรอบๆ...และก็ไม่รู้เป็นเพราะว่าตัวผมเองไม่มีโทรศัพท์ไว้ใช้ติดต่ออยู่หรือเปล่า แต่จู่ๆผมก็สังเกตเห็นว่ามีโทรศัพท์อยู่ทุกหนทุกแห่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...
....ถ้าหากมีโทรศัพท์ในตอนนี้...ผมจะใช้มันโทร.หาใครดีนะ....
...พ่อกับแม่?...แน่นอนล่ะ พวกท่านคงคิดถึงผม....
...เพื่อนๆ?...ไม่ล่ะ...ขืนโทร.ไปก็โดนทวงของฝากน่ะสิ...ฮะๆ....
ผมเผลอยิ้มขำออกมาเมื่อจินตนาการถึงปฏิกิริยาที่น่าจะเป็นไปได้ของเจ้าพวกตัวแสบทั้งหลาย
...หรือว่า....?
ลมหายใจถูกผ่อนออกมาเบาๆพร้อมกับรอยยิ้ม...และผมก็เพิ่งมารู้ตัวว่าดวงตาของตัวเองดูอ่อนลงแค่ไหนก็ตอนที่เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของตัวผมในกระจกที่ติดอยู่ที่ผนังอีกฝั่ง...
...ถ้าผมโทร.ไปหาคุณได้...คุณจะอยากคุยกับผมไหม...?
ผมตั้งคำถามนั้นในใจ...แต่คำตอบ...ก็ไม่ได้ลอยกลับมาหา....
แล้วหลังจากเข้าไปดูหนังฆ่าเวลาตามที่วางแผนไว้...พอกลับออกมาอีกครั้ง...ท้องฟ้าก็ได้เปลี่ยนเป็นสีเข้มราวกับผืนผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงิน...
ผมใช้เวลาเดินทอดน่องไปตามริมน้ำ...ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงไหนๆ
ก่อนจะข้ามสะพานกลับมา....
ที่หน้าสถานีรถไฟ...ผู้คนมากมาย กำลังยืนโทรศัพท์อยู่ที่ซุ้มโทรศัพท์สาธารณะ....
ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมทำแบบนั้น...แต่...
ผมเดินเข้าไปยังโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง ก่อนจะยกหูขึ้นมาโดยที่ไม่ได้หยอดเหรียญหรือกดหมายเลขเสียด้วยซ้ำ...
สิ่งที่ผมทำ...ก็เพียงแค่กรอกเสียงลงไป...
"ฮัลโหล...ได้ยินไหมครับ...."
ผมได้ยินเสียงตัวเองกระซิบเบาๆ....
"ผมคิดถึงคุณจัง...."
*******************
Fin.
ปกติไม่ค่อยชอบโทรศัพท์ แต่ฟิคนี้ทำเอาอยากโทรแฮะ ปัญหาคือโทรหาใคร? ก็...ทำแบบฟิคละกันโทรโดยไม่เติมเงิน แป่ว