Snail Mail
By: Asana Fay K.
Fandom: Kateikyo Hitman Reborn!
Pairing: Dino x Hibari
Rate: PG
หมายเหตุ- แก้วันที่แล้วค่ะ เมาอะไรมาไม่รู้เบลอจัด เขียนผิดๆถูกๆ(สงสัยรีบเขียนมากไปหน่อย)
สามวันฟิคสองเรื่อง...ตั้งใจเรียนเกินไปแล้วอาซานะเอ๋ย...(ประชดนะคะ 55)
*********************************
ฮิบาริ เคียวยะกำลังอารมณ์ไม่ดี...
แต่ก็ไม่อารมณ์ไม่ดีขนาดอยากเอาเลือดหัวใครออกมาสังเวยอารมณ์ขุ่นๆนี่หรอกนะ
ก็แค่...หงุดหงิด...
ไม่ใช่เพราะหางตาขวาที่เขม่นยิกๆมาตั้งแต่เช้า แล้วก็ไม่ใช่เพราะเจ้าสมองกลวงที่ไหนกล้าแหกกฏให้เขาเห็นแต่เช้าตรู่หรอก...
สาเหตุแห่งความหงุดหงิดของเขา คือสิ่งที่ตั้งท้าทายสายตาเขาอยู่ตรงหน้านี่ต่างหาก...
กล่องขนาดย่อมกล่องหนึ่ง...
แล้วเจ้ากล่องนี่มันเป็นไงมาไงน่ะเหรอ?
ฮิบาริย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อน...
"คุณเคียวครับ มีพัสดุมาถึงคุณเคียวแน่ะครับ"
คุสะคาเบะบอกกับเขาแทบจะทันทีที่เขานั่งลงหลังเก้าอี้ประจำตัว ในตอนนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าบอกเรียบๆให้อีกฝ่ายนำพัสดุที่ว่านั่นมาให้ ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นต้นเหตุให้เขาหงุดหงิดอยู่แบบนี้...
เขาจะไม่มานั่งคิดมาก แล้วเปิดมันออกดูเหมือนพัสดุโดยทั่วไปอยู่หรอก ถ้ามันไม่ได้จ่าหน้าด้วยลายมือยึกยือเหมือนคนเพิ่งหัดเขียนภาษาญี่ปุ่น จ่าหน้ามาถึงเขา แล้วประทับตราส่งมาจากอิตาลีน่ะ...
ใจหนึ่งนึกอยากจะคว้าทอนฟาฟาดให้ยุบแล้วโยนให้คุสะคาเบะเอาไปทิ้งไกลๆอยู่หรอก แต่พอเห็นตัวอักษรเบี้ยวๆบูดนั่นแล้ว...
‘นี่ๆ เคียวยะ สอนวิธีเขียนชื่อให้หน่อยสิ'
จู่ๆวันหนึ่งหลังการฝึกซ้อมยุติลง อีกฝ่ายก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
‘ชื่อ?'
‘อื้อ'
ทีแรก ก็ยังนึกว่าเจ้าตัวหมายถึงชื่อของตัวเอง แต่ก็ผิดคาด...
‘ชื่อฮิบาริ เคียวยะน่ะ'
แน่นอนเขาไม่ได้สอนให้ตามคำขอหรอก เรื่องอะไรจะต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย เขาแค่หันหลังให้ แล้วก็เดินจากมาโดยไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เจ้าบ้านั่นส่งเสียงเรียกชื่อตามหลังมาก็เท่านั้น...
...แต่ดูจากที่จ่าหน้าพัสดุนี่มาได้ ก็แปลว่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆสินะ...
ฮิบาริถอนใจออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ก่อนจะยกกล่องนั้นมาไว้ในมือ
ก็ให้มันรู้ไปสิว่าฮิบาริ เคียวยะคนนี้จะกลัวกับอีแค่กล่องใบเดียว
ว่าแล้วมือเรียวๆคู่นั้นก็ลงมือแกะ...
แล้วสิ่งที่รออยู่ในกล่องก็คือ...
ผ้าพันคอ......สีชมพูสลับเขียวมะนาวสดใส.....
ควั่บ!!
ในเสี้ยววินาทีที่เจ้าผ้าพันคอสีแสบตาได้ออกมาเห็นโลกภายนอกที่เรียกว่าญี่ปุ่น ก็คือวินาทีเดียวกับที่มันต้องจบชะตากรรมลงด้วยการเป็นขยะชิ้นแรกของวันในถังผงข้างโต๊ะฮิบาริ เคียวยะ ด้วยมือของเจ้าตัวเอง
"....เจ้าบ้านั่น....จะขย้ำให้ตายเลย....."
ฮิบาริกัดฟันกรอด หันมาหมายจะหาเบาะแส สืบค้นไปยังที่อยู่ของคนไม่กลัวตายที่กล้าล้อเล่นกับเขา แต่ดวงตาสีนิลก็เหลือบไปเห็นอะไรเข้าเสียก่อน...
....อะไรน่ะ? แผ่นกระเบื้อง?...
วัตถุทรงสี่เหลี่ยมที่หนาพอๆกับเซรามิคที่ใช้บุผนังห้องน้ำวางอยู่ในกล่อง เมื่อเข้าไปดูดีๆก็พบว่ามันหาใช่เซรามิคอย่างที่คิดไม่...ฮิบาริเองก็ถึงกับทำสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นว่ามันคืออะไร
"เนี่ยน่ะ...จดหมาย...เหรอ?"
จดหมายบ้าอะไรหนาขนาดนี้เนี่ย??
ฮิบาริพลางหยิบกระเบื้องปูห้องน้ำ...เอ่อ...จดหมายเจ้าปัญหาขึ้นมา หน้าซองเขียนไว้ด้วยลายมือโย้ๆว่า
‘ถึงเคียวยะ'
เจ้าหมอนี่อีกแล้ว...
ดวงตาสีเข้มหรี่ลงอย่างหน่ายๆก่อนจะเอื้อมไปหยิบคัทเตอร์มากรีดเพื่อเปิดซอง ก่อนจะดึงจดหมายที่อัดแน่นจนแทบไม่มีที่หายใจออกมา
ลายมือในจดหมายโย้เย้เช่นเดียวกับลายมือที่จ่าหน้า คันจิหลายตัวไม่ขาด ก็มีเส้นเกินความจำเป็น แถมบางตัวเพราะมีเส้นในอักษรมากเส้นเลยติดกันจนกลายเป็นสีดำดวงเบ้อเร่อ
"อย่างกับเด็กประถม..." ฮิบาริพึมพำออกมาคนเดียว...
ทั้งที่จะเลือกเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็ได้แท้ๆ...
‘ถึงเคียวยะ' จดหมายนั้นเริ่ม
‘เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า? สองอาทิตย์แล้วนะตั้งแต่ฉันกลับอิตาลีมา ทางญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง?'
....หา....?
สองอาทิตย์?? หมอนั่นกลับไปอิตาลีนานแล้วไม่ใช่หรือไง???
ฮิบาริหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ใกล้ๆ ไม่...เขาไม่ได้เข้าใจอะไรผิด ณ เวลาปัจจุบันคือวันที่ 20 ธันวาคม ห้าวันก่อนวันคริสต์มาสไม่ผิดแน่ๆ
แล้วจดหมายนี่มันอะไรเนี่ย??
เด็กหนุ่มตวัดสายตาไปยังหัวจดหมาย แล้วก็พบว่าหัวจดหมายถูกจ่าด้วยวันที่ 8 พฤศจิกายน หรือก็คือเกือบๆสองเดือนก่อน...
คนบ้าที่ไหนเขาส่งจดหมายของสองเดือนที่แล้วมากันน่ะ???
พลิกไปดูวันที่ประทับตราบนแสตมป์ ก็เป็นของเมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งก็แปลว่าทางผู้ส่งเพิ่งจะส่งมาเมื่อราวๆหนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว...
หรือว่า....
เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง ฮิบาริพลิกไปดูหน้าหลังๆของจดหมายหนาๆนั่น แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด....
จดหมายหน้าสุดท้าย ลงวันที่ 13 ธันวาคม หรือก็คือเจ็ดวันก่อนหน้านี้....
ซึ่งก็หมายความว่า เนื้อความในจดหมายที่หนาขนาดแผ่นกระเบื้องปูห้องน้ำนี่คือจดหมายที่เจ้าบ้านั่นเขียนหาเขาในระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา....
‘ให้ตายเถอะ จะมีเวลาว่างมากไปแล้วมั้ง?' ฮิบาริคิดขนาดกวาดสายตาไปตามเนื้อความของจดหมายในมือ
‘หลังจากกลับมาที่นี่ ฉันก็มีงานให้ทำทุกวันเลย ส่วนหนึ่งก็ช่วยวองโกเล่รุ่นที่เก้าจัดการความวุ่นวาย เรื่องต่างๆให้เรียบร้อย....'
"เฮอะ ใครเขาอยากจะอ่านเรื่องเมื่อสองเดือนก่อนกันไม่ทราบ?" ดวงตาสีดำหรี่มองอย่างเหยียดๆ
....แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ลายมือโย้ๆเย้ๆนั่น ก็กลับทำให้เขาอดทนอ่านต่อโดยไม่ตั้งใจ...
ภาษาง่ายๆ ที่ใช้ตัวคันจิิยึกๆยือๆ แถมถ้ายากนักก็ตะพึดตะพือเขียนด้วยฮิรางานะเป็นพรืดจนแยกประโยคแทบไม่ถูก....
....แต่เพราะอะไรไม่รู้...ยิ่งอ่าน กลับยิ่งเพลิน ราวกับเจ้าตัวกำลังนั่งเล่าให้ฟังอยู่ตรงหน้า...
‘.....แล้วก็นะ หลังจากนั้นเอ็นซิโอ้ก็ดันกลายร่างเป็นเต่ายักษ์ เหมือนกาเมร่าในทีวีที่ดูตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นเชียวล่ะ! จะบอกว่าน่าทึ่งก็ใช่อยู่หรอก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยตอนเก็บกวาดแทบตาย....'
"ก็เซ่อพอกันทั้งสัตว์เลี้ยงทั้งเจ้าของนั่นแหละ หึ..."
....ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่อ่านไปก็หุบยิ้มไม่ได้....
‘....ช่วงนี้เครียดๆเรื่องการเจรจากับพวกมาเฟียฝั่งอเมริกานิดหน่อย เฮ่อ เจ้าพวกนี้ไม่ค่อยฟังเหตุผล แถมไม่ค่อยเคารพรุ่นเก่าๆ น่าปวดหัวชะมัด แ่ต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะเคียวยะ ฉันจะพยายามเต็มที่เลย ว่าแต่ขอโทษทีนะที่ยังสุดท้ายก็ยังไม่ได้ส่งจดหมายฉบับก่อนๆเลย โดนตามประชิดตัวอยู่เรื่อยๆแบบนี้ถ้าส่งไปกลัวว่า่เคียวยะจะโดนหางเลขไปด้วย...'
"......."
....อะไรน่ะ....ความรู้สึกแบบนี้.....
‘เหงาหรือเปล่า เคียวยะ? อ๊ะ ขอโทษทีนะที่ถามแปลกๆ เคียวยะคงไม่เหงาหรอกเนอะ ขอโทษนะที่ดันเขียนอะไรแปลกๆ สงสัยจะเป็นเพราะอิทธิพลอากาศแถวนี้แน่ๆ ตอนนี้กำลังซุ่มโจมตีไอ้เจ้ากลุ่มมาเฟียที่เล่าให้ฟังในฉบับก่อนหน้านี้น่ะ พูดแล้วไม่ฟังสุดท้ายเลยก็ต้องใช้กำลังจนได้ แต่เทือกเขาแถบนี้อากาศดีมากเลยนะ ดาวสวยมากๆด้วย ไว้สักวันฉันจะพาเคียวยะมาดูให้ได้ สัญญาลูกผู้ชายเลยเอ้า อ๊ะ จะว่าไปจดหมายฉบับเก่าๆก็ยังไม่ได้ส่ง หวา งั้นเอาเป็นว่าจะส่งพร้อมฉบับนี้เลยก็แล้วกัน....'
.....ไม่ได้เหงา....เสียหน่อย.....
ไม่รู้ว่าเวลา ผ่านไปนานแค่ไหน แต่จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าก็ถูกอ่าน....จนกระทั่งหน้าสุดท้าย......
‘ขอโทษนะ เคียวยะ ทั้งที่สัญญาไว้ว่าจะกลับไปหาก่อนวันคริสต์มาส แต่ดูอาการตัวเองแล้วสงสัยจะกลับไปไม่ทันแน่ๆ ขอโทษนะ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะหัดคัดลายมือภาษาญี่ปุ่นให้สวยๆ แต่ก็ดันมามือเจ็บแบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะ จะรีบหาย แล้วจะเขียนไปหาอีก
อากาศที่โน่นคงหนาวแล้วสินะ อยากจะไปเห็นหิมะอีกจัง ฉันยังไม่เคยเล่นปาหิมะกับเคียวยะเลยนี่? เอาไว้เล่นกันนะ...อ๊ะ แล้วก็เห็นว่าอากาศหนาว ฉันเลยส่งผ้าพันคอมาให้ สีสวยดีใช่ไหม?? เนี่ยฉันตั้งใจเลือกให้เลยนะ อย่าลืมเอาไปใช้ล่ะ'
"ใครมันจะเอาไปใช้ไม่ทราบ ของพรรค์นี้น่ะ...." ดวงตาสีนิลเหลือบมองผ้าพันคอในตะกร้าผงแล้วพึมพำออกมา ก่อนจะอ่านประโยคสุดท้าย
‘คิดถึงเสมอนะ เคียวยะ'
".........."
ไม่มีการลงชื่อ ไม่มีถ้อยคำอะไรไปมากกว่านั้น....
เชื่อไหมว่าจดหมายมีพลังลึกลับ?
ในวันแย่ๆที่อยากร้องไห้แต่แค่โปสการ์ดจากแดนไกลเพียงใบเดียว กลับทำให้ยิ้มออก...
"เอ่อ...รุ่นที่สิบครับ...นั่น...นั่นน่ะ...."
"ทำเป็นไม่เห็นๆ โกคุเทระคุง อย่าทักเชียวนะ"
"อ๊ะ เฮ้! ผ้าพันคอสวยนี่ฮิ....อุ๊บ..."
"จะบ้าเร๊อะ!! ยามาโมโต้ ไปทักสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวหัวแบะหรอก" ร่างเล็กรีบปิดปากเพื่อนแทบไม่ทัน...
แต่ก็ดูเหมือนว่า....จะช้าไปแล้ว......
"เมื่อกี้...ว่ายังไงนะ...?" เสียงเย็นๆที่รู้จักดีแสนดี ของคนที่รู้ว่าใครดังขึ้นพร้อมร่างโปร่งของเจ้าของเสียงที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าพร้อมทอนฟา และแววตาที่ฆ่าคนได้...
"......จะขย้ำ...ให้ตาย...."
"หวะ....ว้ากกก คุณฮิบาริ๊ เดี๋ยววววว" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับชะตากรรมที่ไม่รู้จะหมู่หรือจ่าของเหล่าผู้โชคร้าย.....
"ฮึ...." ฮิบาริสบถ
"ที่ใส่อยู่นี่ก็เพราะมันอุ่นดีก็เท่านั่นแหละน่า"
ความอบอุ่น......ที่แฝงมาพร้อมจดหมาย
ถ้อยคำที่เรียงร้อยด้วยคำง่ายๆ แต่กลับกินใจยิ่งกว่าสำนวนเอกของกวีลือนาม....
ต่อให้ใช้เวลาเดินทางนานกว่าจดหมายทั่วไป หากแต่ความอบอุ่นกลับไม่เลือนหายเพราะระยะเวลานั้น
จนกว่าผู้ส่งและผู้รับจะได้กลับมาเจอกัน
ความห่วงใยความเร็วราวหอยทากกำลังเดินทางไปหาด้วยความเร็วช้าๆแต่แน่นอน
พร้อมด้วยความอบอุ่นที่จะขับไล่ความหนาวเหน็บไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน...
************************************
Fin: Snail Mail
By: Asana Fay K.
Fandom: Kateikyo Hitman Reborn!
Pairing: Dino x Hibari
Rate: PG
หมายเหตุ- แก้วันที่แล้วค่ะ เมาอะไรมาไม่รู้เบลอจัด เขียนผิดๆถูกๆ(สงสัยรีบเขียนมากไปหน่อย)
สามวันฟิคสองเรื่อง...ตั้งใจเรียนเกินไปแล้วอาซานะเอ๋ย...(ประชดนะคะ 55)
*********************************
ฮิบาริ เคียวยะกำลังอารมณ์ไม่ดี...
แต่ก็ไม่อารมณ์ไม่ดีขนาดอยากเอาเลือดหัวใครออกมาสังเวยอารมณ์ขุ่นๆนี่หรอกนะ
ก็แค่...หงุดหงิด...
ไม่ใช่เพราะหางตาขวาที่เขม่นยิกๆมาตั้งแต่เช้า แล้วก็ไม่ใช่เพราะเจ้าสมองกลวงที่ไหนกล้าแหกกฏให้เขาเห็นแต่เช้าตรู่หรอก...
สาเหตุแห่งความหงุดหงิดของเขา คือสิ่งที่ตั้งท้าทายสายตาเขาอยู่ตรงหน้านี่ต่างหาก...
กล่องขนาดย่อมกล่องหนึ่ง...
แล้วเจ้ากล่องนี่มันเป็นไงมาไงน่ะเหรอ?
ฮิบาริย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อน...
"คุณเคียวครับ มีพัสดุมาถึงคุณเคียวแน่ะครับ"
คุสะคาเบะบอกกับเขาแทบจะทันทีที่เขานั่งลงหลังเก้าอี้ประจำตัว ในตอนนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าบอกเรียบๆให้อีกฝ่ายนำพัสดุที่ว่านั่นมาให้ ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นต้นเหตุให้เขาหงุดหงิดอยู่แบบนี้...
เขาจะไม่มานั่งคิดมาก แล้วเปิดมันออกดูเหมือนพัสดุโดยทั่วไปอยู่หรอก ถ้ามันไม่ได้จ่าหน้าด้วยลายมือยึกยือเหมือนคนเพิ่งหัดเขียนภาษาญี่ปุ่น จ่าหน้ามาถึงเขา แล้วประทับตราส่งมาจากอิตาลีน่ะ...
ใจหนึ่งนึกอยากจะคว้าทอนฟาฟาดให้ยุบแล้วโยนให้คุสะคาเบะเอาไปทิ้งไกลๆอยู่หรอก แต่พอเห็นตัวอักษรเบี้ยวๆบูดนั่นแล้ว...
‘นี่ๆ เคียวยะ สอนวิธีเขียนชื่อให้หน่อยสิ'
จู่ๆวันหนึ่งหลังการฝึกซ้อมยุติลง อีกฝ่ายก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
‘ชื่อ?'
‘อื้อ'
ทีแรก ก็ยังนึกว่าเจ้าตัวหมายถึงชื่อของตัวเอง แต่ก็ผิดคาด...
‘ชื่อฮิบาริ เคียวยะน่ะ'
แน่นอนเขาไม่ได้สอนให้ตามคำขอหรอก เรื่องอะไรจะต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย เขาแค่หันหลังให้ แล้วก็เดินจากมาโดยไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เจ้าบ้านั่นส่งเสียงเรียกชื่อตามหลังมาก็เท่านั้น...
...แต่ดูจากที่จ่าหน้าพัสดุนี่มาได้ ก็แปลว่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆสินะ...
ฮิบาริถอนใจออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ก่อนจะยกกล่องนั้นมาไว้ในมือ
ก็ให้มันรู้ไปสิว่าฮิบาริ เคียวยะคนนี้จะกลัวกับอีแค่กล่องใบเดียว
ว่าแล้วมือเรียวๆคู่นั้นก็ลงมือแกะ...
แล้วสิ่งที่รออยู่ในกล่องก็คือ...
ผ้าพันคอ......สีชมพูสลับเขียวมะนาวสดใส.....
ควั่บ!!
ในเสี้ยววินาทีที่เจ้าผ้าพันคอสีแสบตาได้ออกมาเห็นโลกภายนอกที่เรียกว่าญี่ปุ่น ก็คือวินาทีเดียวกับที่มันต้องจบชะตากรรมลงด้วยการเป็นขยะชิ้นแรกของวันในถังผงข้างโต๊ะฮิบาริ เคียวยะ ด้วยมือของเจ้าตัวเอง
"....เจ้าบ้านั่น....จะขย้ำให้ตายเลย....."
ฮิบาริกัดฟันกรอด หันมาหมายจะหาเบาะแส สืบค้นไปยังที่อยู่ของคนไม่กลัวตายที่กล้าล้อเล่นกับเขา แต่ดวงตาสีนิลก็เหลือบไปเห็นอะไรเข้าเสียก่อน...
....อะไรน่ะ? แผ่นกระเบื้อง?...
วัตถุทรงสี่เหลี่ยมที่หนาพอๆกับเซรามิคที่ใช้บุผนังห้องน้ำวางอยู่ในกล่อง เมื่อเข้าไปดูดีๆก็พบว่ามันหาใช่เซรามิคอย่างที่คิดไม่...ฮิบาริเองก็ถึงกับทำสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นว่ามันคืออะไร
"เนี่ยน่ะ...จดหมาย...เหรอ?"
จดหมายบ้าอะไรหนาขนาดนี้เนี่ย??
ฮิบาริพลางหยิบกระเบื้องปูห้องน้ำ...เอ่อ...จดหมายเจ้าปัญหาขึ้นมา หน้าซองเขียนไว้ด้วยลายมือโย้ๆว่า
‘ถึงเคียวยะ'
เจ้าหมอนี่อีกแล้ว...
ดวงตาสีเข้มหรี่ลงอย่างหน่ายๆก่อนจะเอื้อมไปหยิบคัทเตอร์มากรีดเพื่อเปิดซอง ก่อนจะดึงจดหมายที่อัดแน่นจนแทบไม่มีที่หายใจออกมา
ลายมือในจดหมายโย้เย้เช่นเดียวกับลายมือที่จ่าหน้า คันจิหลายตัวไม่ขาด ก็มีเส้นเกินความจำเป็น แถมบางตัวเพราะมีเส้นในอักษรมากเส้นเลยติดกันจนกลายเป็นสีดำดวงเบ้อเร่อ
"อย่างกับเด็กประถม..." ฮิบาริพึมพำออกมาคนเดียว...
ทั้งที่จะเลือกเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็ได้แท้ๆ...
‘ถึงเคียวยะ' จดหมายนั้นเริ่ม
‘เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า? สองอาทิตย์แล้วนะตั้งแต่ฉันกลับอิตาลีมา ทางญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง?'
....หา....?
สองอาทิตย์?? หมอนั่นกลับไปอิตาลีนานแล้วไม่ใช่หรือไง???
ฮิบาริหันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ใกล้ๆ ไม่...เขาไม่ได้เข้าใจอะไรผิด ณ เวลาปัจจุบันคือวันที่ 20 ธันวาคม ห้าวันก่อนวันคริสต์มาสไม่ผิดแน่ๆ
แล้วจดหมายนี่มันอะไรเนี่ย??
เด็กหนุ่มตวัดสายตาไปยังหัวจดหมาย แล้วก็พบว่าหัวจดหมายถูกจ่าด้วยวันที่ 8 พฤศจิกายน หรือก็คือเกือบๆสองเดือนก่อน...
คนบ้าที่ไหนเขาส่งจดหมายของสองเดือนที่แล้วมากันน่ะ???
พลิกไปดูวันที่ประทับตราบนแสตมป์ ก็เป็นของเมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งก็แปลว่าทางผู้ส่งเพิ่งจะส่งมาเมื่อราวๆหนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว...
หรือว่า....
เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง ฮิบาริพลิกไปดูหน้าหลังๆของจดหมายหนาๆนั่น แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด....
จดหมายหน้าสุดท้าย ลงวันที่ 13 ธันวาคม หรือก็คือเจ็ดวันก่อนหน้านี้....
ซึ่งก็หมายความว่า เนื้อความในจดหมายที่หนาขนาดแผ่นกระเบื้องปูห้องน้ำนี่คือจดหมายที่เจ้าบ้านั่นเขียนหาเขาในระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา....
‘ให้ตายเถอะ จะมีเวลาว่างมากไปแล้วมั้ง?' ฮิบาริคิดขนาดกวาดสายตาไปตามเนื้อความของจดหมายในมือ
‘หลังจากกลับมาที่นี่ ฉันก็มีงานให้ทำทุกวันเลย ส่วนหนึ่งก็ช่วยวองโกเล่รุ่นที่เก้าจัดการความวุ่นวาย เรื่องต่างๆให้เรียบร้อย....'
"เฮอะ ใครเขาอยากจะอ่านเรื่องเมื่อสองเดือนก่อนกันไม่ทราบ?" ดวงตาสีดำหรี่มองอย่างเหยียดๆ
....แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ลายมือโย้ๆเย้ๆนั่น ก็กลับทำให้เขาอดทนอ่านต่อโดยไม่ตั้งใจ...
ภาษาง่ายๆ ที่ใช้ตัวคันจิิยึกๆยือๆ แถมถ้ายากนักก็ตะพึดตะพือเขียนด้วยฮิรางานะเป็นพรืดจนแยกประโยคแทบไม่ถูก....
....แต่เพราะอะไรไม่รู้...ยิ่งอ่าน กลับยิ่งเพลิน ราวกับเจ้าตัวกำลังนั่งเล่าให้ฟังอยู่ตรงหน้า...
‘.....แล้วก็นะ หลังจากนั้นเอ็นซิโอ้ก็ดันกลายร่างเป็นเต่ายักษ์ เหมือนกาเมร่าในทีวีที่ดูตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นเชียวล่ะ! จะบอกว่าน่าทึ่งก็ใช่อยู่หรอก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยตอนเก็บกวาดแทบตาย....'
"ก็เซ่อพอกันทั้งสัตว์เลี้ยงทั้งเจ้าของนั่นแหละ หึ..."
....ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่อ่านไปก็หุบยิ้มไม่ได้....
‘....ช่วงนี้เครียดๆเรื่องการเจรจากับพวกมาเฟียฝั่งอเมริกานิดหน่อย เฮ่อ เจ้าพวกนี้ไม่ค่อยฟังเหตุผล แถมไม่ค่อยเคารพรุ่นเก่าๆ น่าปวดหัวชะมัด แ่ต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะเคียวยะ ฉันจะพยายามเต็มที่เลย ว่าแต่ขอโทษทีนะที่ยังสุดท้ายก็ยังไม่ได้ส่งจดหมายฉบับก่อนๆเลย โดนตามประชิดตัวอยู่เรื่อยๆแบบนี้ถ้าส่งไปกลัวว่า่เคียวยะจะโดนหางเลขไปด้วย...'
"......."
....อะไรน่ะ....ความรู้สึกแบบนี้.....
‘เหงาหรือเปล่า เคียวยะ? อ๊ะ ขอโทษทีนะที่ถามแปลกๆ เคียวยะคงไม่เหงาหรอกเนอะ ขอโทษนะที่ดันเขียนอะไรแปลกๆ สงสัยจะเป็นเพราะอิทธิพลอากาศแถวนี้แน่ๆ ตอนนี้กำลังซุ่มโจมตีไอ้เจ้ากลุ่มมาเฟียที่เล่าให้ฟังในฉบับก่อนหน้านี้น่ะ พูดแล้วไม่ฟังสุดท้ายเลยก็ต้องใช้กำลังจนได้ แต่เทือกเขาแถบนี้อากาศดีมากเลยนะ ดาวสวยมากๆด้วย ไว้สักวันฉันจะพาเคียวยะมาดูให้ได้ สัญญาลูกผู้ชายเลยเอ้า อ๊ะ จะว่าไปจดหมายฉบับเก่าๆก็ยังไม่ได้ส่ง หวา งั้นเอาเป็นว่าจะส่งพร้อมฉบับนี้เลยก็แล้วกัน....'
.....ไม่ได้เหงา....เสียหน่อย.....
ไม่รู้ว่าเวลา ผ่านไปนานแค่ไหน แต่จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าก็ถูกอ่าน....จนกระทั่งหน้าสุดท้าย......
‘ขอโทษนะ เคียวยะ ทั้งที่สัญญาไว้ว่าจะกลับไปหาก่อนวันคริสต์มาส แต่ดูอาการตัวเองแล้วสงสัยจะกลับไปไม่ทันแน่ๆ ขอโทษนะ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะหัดคัดลายมือภาษาญี่ปุ่นให้สวยๆ แต่ก็ดันมามือเจ็บแบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะ จะรีบหาย แล้วจะเขียนไปหาอีก
อากาศที่โน่นคงหนาวแล้วสินะ อยากจะไปเห็นหิมะอีกจัง ฉันยังไม่เคยเล่นปาหิมะกับเคียวยะเลยนี่? เอาไว้เล่นกันนะ...อ๊ะ แล้วก็เห็นว่าอากาศหนาว ฉันเลยส่งผ้าพันคอมาให้ สีสวยดีใช่ไหม?? เนี่ยฉันตั้งใจเลือกให้เลยนะ อย่าลืมเอาไปใช้ล่ะ'
"ใครมันจะเอาไปใช้ไม่ทราบ ของพรรค์นี้น่ะ...." ดวงตาสีนิลเหลือบมองผ้าพันคอในตะกร้าผงแล้วพึมพำออกมา ก่อนจะอ่านประโยคสุดท้าย
‘คิดถึงเสมอนะ เคียวยะ'
".........."
ไม่มีการลงชื่อ ไม่มีถ้อยคำอะไรไปมากกว่านั้น....
เชื่อไหมว่าจดหมายมีพลังลึกลับ?
ในวันแย่ๆที่อยากร้องไห้แต่แค่โปสการ์ดจากแดนไกลเพียงใบเดียว กลับทำให้ยิ้มออก...
"เอ่อ...รุ่นที่สิบครับ...นั่น...นั่นน่ะ...."
"ทำเป็นไม่เห็นๆ โกคุเทระคุง อย่าทักเชียวนะ"
"อ๊ะ เฮ้! ผ้าพันคอสวยนี่ฮิ....อุ๊บ..."
"จะบ้าเร๊อะ!! ยามาโมโต้ ไปทักสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวหัวแบะหรอก" ร่างเล็กรีบปิดปากเพื่อนแทบไม่ทัน...
แต่ก็ดูเหมือนว่า....จะช้าไปแล้ว......
"เมื่อกี้...ว่ายังไงนะ...?" เสียงเย็นๆที่รู้จักดีแสนดี ของคนที่รู้ว่าใครดังขึ้นพร้อมร่างโปร่งของเจ้าของเสียงที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าพร้อมทอนฟา และแววตาที่ฆ่าคนได้...
"......จะขย้ำ...ให้ตาย...."
"หวะ....ว้ากกก คุณฮิบาริ๊ เดี๋ยววววว" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับชะตากรรมที่ไม่รู้จะหมู่หรือจ่าของเหล่าผู้โชคร้าย.....
"ฮึ...." ฮิบาริสบถ
"ที่ใส่อยู่นี่ก็เพราะมันอุ่นดีก็เท่านั่นแหละน่า"
ความอบอุ่น......ที่แฝงมาพร้อมจดหมาย
ถ้อยคำที่เรียงร้อยด้วยคำง่ายๆ แต่กลับกินใจยิ่งกว่าสำนวนเอกของกวีลือนาม....
ต่อให้ใช้เวลาเดินทางนานกว่าจดหมายทั่วไป หากแต่ความอบอุ่นกลับไม่เลือนหายเพราะระยะเวลานั้น
จนกว่าผู้ส่งและผู้รับจะได้กลับมาเจอกัน
ความห่วงใยความเร็วราวหอยทากกำลังเดินทางไปหาด้วยความเร็วช้าๆแต่แน่นอน
พร้อมด้วยความอบอุ่นที่จะขับไล่ความหนาวเหน็บไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน...
************************************
Fin: Snail Mail
edit @ 8 Nov 2007 01:02:20 by Asana Fay