In the current of Time
ในกระแสแห่งเวลา
By Asana Fay Kakuba
Pairing: Renji x Byakuya
Rate: PG
Tanabata Festival 2007/07/07 !
Aoi aoi sora ni Tsuki no hikari wo tomosu
amaku awaku omoi sonna mono ni torawarete
Lit the light of the moon in the blue, blue sky
Held captive by sweet, faint feelings
ส่องแสงจันทร์นวลสว่างบนฟากฟ้าสีน้ำเงิน
ถูกตราตรึงไว้กับความทรงจำแสนหวานอันซีดจาง
เสียงจากอดีตล่องลอยกลับมาหา เมื่อได้กลับมานั่งใต้ร่มไม้เงาเดิม เช่นที่เคยเป็นที่ของสองเราในอดีต
'คิดอะไรหรือ ฮิซานะ'เขายังจำน้ำเสียงของตนเมื่อเอื้อนเอ่ยถามนางได้...และสีหน้านั้น...รอยยิ้มอย่างสงบที่ยิ้มตอบกลับมา...
'เจ้าหญิงทอผ้า กับชายเลี้ยงโค...คืนนี้ในที่สุดก็จะได้พบกันแล้วสินะคะ...'
ใช่...ท้องฟ้าในค่ำคืนกลางคิมหันต์นั้นปลอดโปร่งเช่นเดียวกับในค่ำคืนนี้...เมฆฝนต้นเดือนเจ็ดที่มอบความชุ่มฉ่ำให้กับผืนดินอันร้อนระอุในยามกลางวันเปิดทางให้กับดวงจันทร์ที่สุกสว่าง ราวกับจะต้องการให้ราตรีกรช่วยเป็นโคมนำทางแด่ดวงดาวที่อยู่กันคนละฟากฟ้า ให้โคจรมาพบกันยังทางช้างเผือกสีจาง
...การพบกันแค่เพียงครั้งเดียวในรอบปี...
ก้าวข้ามปีกของคาสะซากิที่รวมตัวกันทอดเป็นสะพาน ข้ามทางช้างเผือกสีน้ำนม....ไปสู่อ้อมแขนของผู้เป็นที่รัก....
แค่เพียงได้เห็นหน้าเจ้าอีกสักครั้ง......แค่เพียงได้โอบกอดเอาไว้ในอ้อมแขนเพียงแค่อีกครั้งเดียว.....
ฮิซานะ......kono tsukiakari no shita hitori shirezu
kimi no namae dake wo yondeita
itsumade mo mirai wo sagashiteta
kono hikari no naka ni..
Under this moonlight, alone in the dark
I've been calling out your name only
I've always been searching for the future
Inside this light..
โดดเดี่ยวลำพังใต้แสงจันทร์
มิเคยเอื้อนเอ่ยชื่อของผู้ใดนอกจากของเจ้า
ตลอดมาข้าค้นหาอนาคต
อยู่ในแสงเิงินยวงนี้
"เฮ่อ......."
หนุ่มผมแดงได้แต่นั่งทอดถอนใจอยู่ในมุมมืดมุมหนึ่งของคฤหาสน์คุจิกิ ที่พำนักของผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา....คุจิกิ เบียคุยะ....
คุจิกิ เบียคุยะ ผู้ที่ควรจะรอเขานำเอกสารมาให้ อยู่ในห้องทำงานด้านใน แต่กลับหายไปอย่างไร้ร่อยรอย ทิ้งให้เขาต้องออกเดินตามหามาถึงสวนด้านหลังนี่......
คุจิกิ เบียคุยะ......ที่กำลังทำหน้าที่เขาก็อธิบายไม่ถูก....รู้แต่เพียงว่าถ้าคนตรงหน้าร้องไห้ออกมา เขาอาจจะยังรู้สึกดีกว่า.......
.......แล้วแบบนี้ อย่าว่าแต่เข้าไปปลอบใจเลย แค่จะให้ออกไปจากจุดที่ตัวเองยึดเป็นจุดตั้งหลักยังนึกไม่ออกว่าจะทำได้ยังไง.......
'........อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ...เบียคุยะ.......'
nani mo tsukamenaai you na yori ni wa
kimi wo omowanai toki wa nai
There isn't a day I don't think about it
mayou kokoro ga kimi ni todoku you ni
On a night that seems like it can catch hold of nothing
There's no time I don't think of you
There isn't a day I don't think about it
May my wandering heart reach you
ไม่มีเวลาไหนที่ข้าไม่คิดถึงท่าน
ไม่มีแม้เพียงวันเดียวที่ข้าไม่คิดถึง
ขอดวงใจที่หลงทางของข้าจงสื่อไปถึงท่าน
ดวงตาสีนิลคู่สวย กำลังจับจ้องอยู่บนฟากฟ้า......
ดวงตาสีทับทิม มองตามตาคู่นั้น แล้วก็แหงนมองตามขึ้นไป....
ดาวสองดวงกำลังส่องประกายคู่กัน อยู่บนทางช้างเผือก...เจิดจ้า...ราวกับจะแข่งกับแสงสีเงินยวงของดวงจันทร์......
ดาวของเจ้าหญิงทอผ้า กับชายเลี้ยงโค.......
........ชายเลี้ยงโค........ปิ่นของเบียคุยะ.......
......ใช่ เขารู้....ถ้าหากปิ่นนั้นคือปิ่นชายเลี้ยงโค ก็น่าจะยังมีเครื่องประดับอีกชิ้น ที่คู่กับปิ่นนั้น...........เครื่องประดับของเจ้าหญิงทอผ้า.......
เพียงแต่เบียคุยะไม่เคยพูดถึง และเขาก็ไม่คิดถาม......
หมาข้างถนนที่ไล่ล่าไขว่คว้าดวงดาว.....ก็คงทำได้เท่านี้กระมั้ง?......
แต่ถึงอย่างงั้น.....เบียคุยะ....ข้าก็.......
kono tsukiakari no shita de watashi no namae wo yonde
tashika ni ai ni yuku yo dokoedemo
kimi no soba ni
Under this moonlight, call my name
I shall go for you, wherever you are
To be by your side
ภายใต้แสงจันทร์นี้ จงเอ่ยนามของข้า
ข้าจะไปหาอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะที่ไหน
เพื่อที่จะอยู่เคียงข้างท่าน...
"เร็นจิ"
เสียงเรียกชื่อที่ไม่คาดคิดทำเอาร่างที่ซุ่มอยู่เงียบๆสะดุ้งสุดตัว
"อยู่ตรงนั้นใช่ไหม? ออกมาเถอะ"
เมื่อถูกอีกฝ่ายรู้เ่ช่นนั้นแล้ว จะหลบหน้าต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ร่างสูงค่่อยๆขยับออกมาจากที่ซ่อน ปัดเศษใบไม้ออกจากตัวก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทีอีหลักอีเหลื่อเหลือกำลัง....
"เอ่อ...ข้าก็แค่....เอกสาร?" เร็นจิหาเหตุผล และก็โชคดีที่มันอยู่ใกล้มือกว่าที่คิด เขายื่นเอกสารในมือให้คนตรงหน้า
"ถ้าไม่มีอะไรงั้นข้าขอ....." ยังไม่ทันที่เจ้าของรอยสักจะได้ทันพูดขอตัว เขาก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน
"มานั่งด้วยกันก่อนสิ"
"หา?? แต่...แต่...."
"รังเกียจที่จะอยู่ใกล้ข้างั้นหรือ?"
"ก็ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย" พอถูกอีกฝ่ายถามเข้าเช่นนั้น จึงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องนั่งลงตามอีกอีกฝ่ายขอร้อง
"เจ้าเคยได้ยินตำนานทานาบาตะไหม"
"เรื่องของเจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงโคน่ะเหรอ เคยสิ"
"ไม่ใช่ตำนานนั้น อีกอันหนึ่ง"
"หา?? มีด้วยเหรอ?"
"ตำนานที่เล่าว่าเทพธิดาทานาบาตะ ทำผ้าปีกนางฟ้าของตนหาย ส่วนผ้าปีกนางฟ้าผืนนั้น ชาวนาผู้หนึ่งเป็นผู้เก็บได้และนำไปซ่อนไว้ เมื่อเทพธิดามาถามหาก็บอกว่าไม่เห็น ทำให้นางกลับสวรรค์ไม่ได้ ในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองก็ได้มาแต่งงานกัน ให้กำเนิดบุตรธิดามากมาย"
"หืม...ฟังดูมีความสุขดีนี่นา"
"แต่จุดหักเหก็ตรงที่วันหนึ่ง เทพธิดาทานาบาตะไปเจอผ้าปีกนางฟ้าที่ผู้เป็นสามีซ่อนเอาไว้และรู้ว่าเขาโกหก นางเสียใจจึงใช้ผ้าปีกนางฟ้ากลับสวรรค์ ก่อนไป นางบอกกับสามีชาวนาว่า หากท่านสานรองเท้าฟางให้ได้ครบหนึ่งพันคู่ ข้าก็จะยกโทษให้"
"แล้วชาวนาทำสำเร็จไหม"
เบียคุยะส่ายหัวแทนคำตอบ
"โธ่....."
"แต่ว่านะ...เร็นจิ.....สิ่งสำคัญน่ะ หากสูญเสียไปแล้วครั้งหนึ่งมันไม่สามารถนำกลับคืนมาได้หรอกนะ.....ต่อให้เราร้องไห้ ฟูมฟายมากแค่ไหนก็ตาม....."
เจ้าของผิวขาวนวลไม่ต่างจากแสงจันทร์บนท้องฟ้าเอ่ยขึ้น หากแต่น้ำเสียง...ราวกับต้องการจะเอ่ยถ้อยคำนั้นให้ตัวเองได้ยินเสียมากกว่า....
"กาลเวลามิได้สอนให้คนลืมเลือน....หากแต่สอนให้รู้จักวิธีที่จะรับมือกับความเจ็บปวดนั้นให้ได้...."
".......นั่นสินะ....." เร็นจิได้แต่นิ่งอึ้ง รู้สึกหนักหน่วงแบบแปลกๆในอก......เบียคุยะมองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน....
"แต่เวลาน่ะ ก็ไม่สอนแค่เรื่องนั้นหรอกนะ...รู้ไหม..."
"เอ๋?"
"ไม่ผิดหรอกที่จะยังรู้สึกเจ็บปวด เพราะนั่นทำให้รู้ว่าครั้งหนึ่งเราได้รักใครคนหนึ่งมากขนาดไหน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะรักใครไม่ได้อีก......."
เร็นจิมองหน้าเบียคุยะด้วยหน้าตาเหมือนยังตีโจทย์ไม่แตก....
"เวลาที่จะออกก้าวเดินต่อไปข้างหน้าัอีกครั้งยังไงล่ะ"
....เจ้าเคยพูดกับข้า ว่าหากเจ้าตายไป ขอให้ข้าอย่าลังเลที่จะมีรักครั้งใหม่ แล้วลืมเจ้าเสีย....
ถึงตอนนี้ ข้าก็ยังไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าพูดหรอกนะ.....ฮิซานะ.....
ต่อให้นานแค่ไหน ความเจ็บปวดในใจนี้ก็จะไม่มีวันทุเลาลง...เพราะนั่นคือหลักฐานถึงความรักที่ครั้งหนึ่งได้รับการตอบกลับ.......ความรักของเรา......แต่เจ้าก็พูดถูก.........ข้าไม่สามารถจมปลักอยู่กับอดีตได้ตลอดไป.....
เพราะคิดแบบนั้น....ลูเคียถึงได้ตกอยู่ในอันตราย......และทุกอย่างถึงได้วุ่นวายไปหมด......
ป่านนี้เจ้าเองก็คงจุติใหม่ในโลกโน้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนเดิม.....ด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม.....
มันคงถึงเวลา....ที่ข้าจะก้าวเดินไปข้างหน้าแล้วเหมือนกันสินะ....
แค่เพียงได้เห็นหน้าเจ้าอีกสักครั้ง......แค่เพียงได้โอบกอดเอาไว้ในอ้อมแขนเพียงแค่อีกครั้งเดียว.....
แล้วข้าจะบอกเจ้าว่า ขอบคุณ...และลาก่อน......
ข้าจะรักเจ้าเสมอ......ฮิซานะ......
"ดึกแล้ว เข้าข้างในก่อนที่น้ำค้างจะลงดีกว่านะ เร็นจิ"
"หา....เอ้อ...นั่นสินะ........."
เบียคุยะมองร่างสูงโปร่งลุกขึ้น และทำท่าจะลุกตาม แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อมือใหญ่ของอีกฝ่าย ยื่นมาหาที่ตรงหน้า
".......?"
"เอ้อ.....ก็......นั่งอยู่นาน ขาเจ้าคงเป็นเหน็บ...."
เร็นจิทำท่าจะชักมือกลับ แต่เบียคุยะก็จับมือข้างนั้นเอาไว้ แล้วใช้เป็นหลักยันตัวเพื่อลุกขึ้น
"ขอบใจ....เร็นจิ......."
แล้วทั้งสองก็ออกเดินไปตามทางเดินไม้ ทิ้งดวงดาวของคู่รักเอาไว้เบื้องหลัง......
*************************************************
Fin
เครดิตเพลงประกอบ Tsukiakari เนื้อร้อง/ทำนอง/ขับร้อง Rie Fu
คำแปลภาษาไทย/อังกฤษ โดย Asana Fay K.
ตำนานทานาบาตะทั้งสอง อ้างอิงจากวิกิพีเดีย
*คาสะซากิ ชื่อนกที่ตำนานกล่าวว่ามาช่วยกันสยายปีกทอดเป็นสะพานให้เจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงโคได้ใช้เดินข้ามทางช้างเผือกมาหากัน