Untold Feeling
By: Asana Fay Kakuba
Pairing/Universe: Kurogane x Fay/ TRC
Untold (adj.) 1. not told; not revealed ไม่เปิดเผย ไม่ได้รับการบอกกล่าว
2. enumerated; uncounted มากมาย นับไม่ถ้วน
3. inexpressible; incalculable ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ ไม่สามารถคำนวณได้
**************************
ที่มุมหนึ่งของค่ายพักแรมท่ามกลางเหล่าทหารในชุดเกราะอ่อนที่เดินสวนกันไปมา กองไฟหนึ่งในหลายกองที่ถูกจุดขึ้นกำลังส่องสว่างให้แสงสีส้มอ่อนๆสะท้อนให้เกิดเงาวูบไหวพาดตามลำต้นของไม้ใหญ่ และที่นั่งอยู่ข้างกองไฟนั้น คือเหล่าชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่กำลังส่งเสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาดังสลับกับเสียงลั่นของไม้ฟืนดังเปรี๊ยะๆเป็นระยะ กลุ่มนักรบในชุดเกราะอ่อนเหล่านี้หาใช่ใครอื่น หากคือเหล่าทหารหนุ่ม ภายใต้บังคับบัญชาของยาฉะโอ ผู้ปกครองหนุ่มของเผ่ายาฉะ ผู้เป็นใหญ่ในดินแดนแถบนี้นั่นเอง
แม้จะอยู่ระหว่างสงครามอันยืดเยื้อกับเพื่อนบ้าน กำลังใจของทหารหาญแห่งเผ่ายาฉะก็มิได้ลดน้อยถอยลงไปด้วย เพราะความเชื่อมั่นในการนำทัพของผู้เป็นนายเหนือหัว อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้พวกเขาก็เพิ่งได้นักรบฝีมือดีมาร่วมเป็นกำลังต่อสู้กับผู้เป็นอริเพิ่มอีกสองคน
ทั้งสองเป็นนักเดินทาง คนหนึ่งเรียกตัวเองว่าคุโรงาเนะ มีรูปร่างสูงใหญ่ ฝีมือทางดาบนั้นไม่เป็นรองใคร ในการพบกันครั้งแรก ชายหนุ่มผมดำจัดการคว่ำพวกทหารไปถึง7คนโดยคมของดาบยาวประจำตัวยังไม่ได้ถูกชักออกจากฝักเสียด้วยซ้ำ ส่วนผู้ีที่ร่วมเดินทางมากับคุโรงาเนะ คือชายหนุ่มรูปร่างสะโอดสะองผู้ซึ่งคุโรงาเนะบอกเพียงว่าชื่อไฟย์ ด้วยผมสีทองสดใสแปลกตา ประกอบกับผิวขาวเนียนน่าลองสัมผัส ทำให้ร่างบางเป็นที่สนใจในหมู่ทหารของยาฉะขึ้นมาทันที แต่เพราะคุโรงาเนะไม่เคยปล่อยไฟย์ซึ่งทั้งฟังและพูดภาษาที่ใช้สื่อสารในแถบนี้ไม่ออกอยู่ห่างตัวเลย เหล่าทหารหนุ่มจึงได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ
แต่ก็มีบางครั้งเ่ช่นครั้งนี้ ที่พวกเขาจะหลบรอดสายตาของ 'ราชองครักษ์' พาตัว 'องค์หญิง' มานั่งดื่มด้วยกันได้
"เอ้า เป็นไง รสชาติใช้ได้เลยใช่ไหมล่ะ พวกข้าหมักกันเองเชียวนา" ทหารคนหนึ่งรินเหล้าใส่ถ้วยของไฟย์ที่ได้แต่ยิ้มตอบ
"น่าเสียดายที่เจ้าพูดภาษาเราไม่ได้" ทหารอีกคนบ่นก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้
"นี่ ให้ข้าสอนให้ไหมล่ะ? เนี่ย เขาเรียกว่า 'เหล้า' ไหนลองพูดสิ 'เหล้า'"
"เล่า?"
เสียงพูดตามนั้นแปร่งไม่คุ้นหู แต่เหล่าคนรอบข้างก็ไม่ได้แสดงสีหน้ารำคาญแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับจะยิ่งอยากสอน แย่งกันอาสาเป็นคุณครูให้ร่างบางที่เอาแต่ยิ้มหวานอยู่กลางวงอย่างวุ่นวาย
ยิ่งเวลาล่วงผ่านไป เสียงจากวงสุรารอบกองไฟก็ดูเหมือนจะยิ่งครึกครื้นขึ้นตามปริมาณเหล้ายาที่ล่วงเข้าไปในลำคอของแต่ละคน ใบหน้าของเหล่าชายหนุ่มแดงด้วยฤทธิ์สาโทหมัก ที่ดูจะออกอาการมากกว่าเพื่อนก็คงไม่พ้นเจ้าของผิวเนียน ผิวขาวๆพอดื่มเหล้าเข้าไปหน่อยก็กลายเป็นสีชมพูระเรื่ออย่างง่ายดาย ดวงตาฉ่ำปรือยิ่งขับให้ดวงหน้านั้นดูยวนยั่วขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
"เจ้านี่มันน่ารักจริงๆ รู้ตัวไหม...." หนึ่งในทหารที่นั่งอยู่ข้างไฟย์เริ่มออกลาย ยื่นมือออกมาโอบเอวบางของคนข้างๆพร้อมเอ่ยต่อไป
"มาอยู่กับข้าแทนเจ้าคุโรงาเนะนั่นดีกว่าน่า..."
"? " ไฟย์ยังคงยิ้ม ทำท่าเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังพูด
"ไม่เข้าใจหรือ? งั้นเดี๋ยวข้าจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้นก็แล้วกัน"
ว่าแล้วมือหยาบคายก็ยื่นออกมาจับคางมนให้เงยขึ้นก่อนเจ้าของมือนั้นจะโน้มตัวลงมาใกล้โดยไม่สนใจว่าร่างบางที่ตกใจกับการกระทำนั้นจะยกมือขึ้นปัดป้องอย่างไร เพียงแค่อีกฝ่ายใช้มือใหญ่ที่แข็งแกร่งราวคีมเหล็กยุดข้อมือเอาไว้ ร่างบางก็ฝืนสู้แรงไม่ได้เสียแล้ว
แต่ก่อนที่เจ้าคนฉวยโอกาสจะได้ทำอะไรตามอำเภอใจ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น...
ผัวะ!!
เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมๆกับร่างที่เคยนั่งอยู่ข้างๆไฟย์กระเด็นกลิ้งไปกับพื้น
ขณะที่ทุกคนรวมทั้งไฟย์กำลังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คนที่ก่อเหตุก็ดึงตัวไฟย์ให้ลุกขึ้นอย่างแรงจนแทบจะกลายเป็นกระชาก ทั้งดึงทั้งลากให้ไปด้วยกัน
"คุโรซามะ~ ปล่อยก่อนได้ไหมเล่า~ ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนี้เลย"
เพราะถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มน้ำเมาไปไม่น้อย ขาเรียวจึงเดินปัดเป๋ จนในที่สุดก็ทรุดลงไปกับพื้นก่อนที่จะทันได้ถึงที่พักของทั้งสอง
"รู้อยู่แล้วว่าไปนั่งกินเหล้ากับพวกนั้นแล้วจะเป็นยังไงแล้วยังจะไปอีกทำไม"
ถึงจะไม่มีซาละเปาสีขาวตัวน้อยอยู่ใกล้ๆทำให้ไม่เข้าใจคำพูดจากปากของร่างบางแม้แต่คำเดียว แต่ดูจากท่าทางและน้ำเสียง ทำให้คุโรงาเนะเดาสิ่งที่ไฟย์กำลังพูดได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
"โธ่ คุโรปิปิล่ะก็ ฝ่ายโน้นยังไม่ทันได้ทำอะไรเสียหน่อย"
"อย่ามาเรียกชื่อชาวบ้านด้วยฉายาแปลกๆน่ะ! คุโรงาเนะต่างหาก"
คุโรงาเนะโวยวาย ต่อให้อีกฝ่ายกำลังพูดภาษาเซเลสอันเป็นภาษาของมิติอันเป็นบ้านเกิด แต่มีหรือจะเดาไม่ได้ว่าพ่อมดร่างเพรียวต้องกำลังสร้างสรรค์ความคิดบรรเจิด หาชื่อใหม่ๆให้เขาอยู่เป็นแน่
"คุโรปิปิน่ารักกว่าตั้งเยอะ ไฟย์ยิ้มเอียงคอ ไม่งั้นก็คุโรปุรินก็ได้เอ้า"
"ชื่อไหนก็ไม่เอาทั้งนั้น!!" ร่างสูงว้าก "นายนี่มันตัวหาเรื่องชะมัด บอกตั้งกี่หนแล้วว่าอย่าออกมาคนเดียวกลางค่ำกลางคืนแบบนี้"
"หือ~? หรือว่า...คุโรซามะเป็นห่วง?"
"อย่าเข้าใจผิดว่าฉันเป็นห่วงล่ะ เจ้าพ่อมดเจ้าเล่ห์" นินจาหนุ่มพูดดักคอ หารู้ไม่ว่าสายไปแล้ว
"จะนั่งไปถึงไหน เอ้า ลุกขึ้นมาได้แล้ว"
คุโรงาเนะดึงแขนไฟย์ให้ลุกขึ้น แต่อดีตผู้ใช้เวทย์แห่งดินแดนน้ำแข็งก็ยังนั่งจุมปุ้กไม่ยอมขยับ
"ขามันไม่ยอมขยับล่ะ คุโรริน" ไฟย์ยักไหล่แสดงท่าทางให้อีกฝ่ายเข้าใจ
"เดินไม่ไหวแล้วเรอะ คิดจะให้ทำยังไงล่ะหา?"
ราวกับรอคอยคำถามนี้อยู่ ไฟย์ยิ้มกว้าง ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นหาคนที่ยืนอยู่
"อุ้ม!"
"ไม่!!" คุโรงาเนะปฏิเสธแทบจะในเวลาเดียวกัน
"ทำไมข้าต้องอุ้มเจ้าอย่างกับเจ้าหญิงด้วยหา?? เดินไม่ไหวก็อยู่นี่แหละ หายเมาเมื่อไหร่ก็เดินตามไปเองแล้วกัน"
"...คุโรงาเนะ...." เสียงอ่อยๆของฝ่ายที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังทำให้นักดาบผู้องอาจที่หันหลังเดินจากไปได้2-3ก้าวหยุดนิ่ง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มตีกันเองในหัว...
"คุโร..."
"นายนี่มันยุ่งชะมัดเลย!!" แล้วสุดท้ายนินจาแห่งอาณาจักรญี่ปุ่นก็ต้องเดินกลับมา
"เอ้า! ขึ้นมา!" คุโรงาเนะ่ย่อตัวลง หันหลังให้กับไฟย์ ซึ่งอีกฝ่ายก็เือื้อมแขนมาโอบรอบคอให้คุโรงาเนะแบกขึ้นหลังอย่างร่าเริง
"คุโรซามะใจดีที่สุดเลย~"
"หนวกหูน่ะ"
ไฟย์ซบหน้าของตัวเองลงกับไหล่ของร่างสูง พูดออกมาพร้อมทอดถอนใจ
".....ขอบคุณที่กลับมารับ....."
"งึมงำอะไรของนาย ฉันฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะ"
"ฮะๆๆ คุโรซามะฟังไม่รู้เรื่องสินะ....แต่ก็ดีแล้วล่ะ....ถ้านายเข้าใจ ฉันก็คงไม่พูดออกมาตั้งแต่แรกแล้ว...."
ไฟย์เว้นช่วง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ดูเช่นไรก็ไม่ใช่ท้องฟ้าที่เคยรู้จัก ก่อนจะพูดต่อ
"มันจะดีแค่ไหนนะ...ถ้าได้อยู่แบบนี้ตลอดไป...?"
ว่าแล้วพ่อมดหนุ่มก็ซบหน้าลงไปกับบ่ากว้างอีกครั้ง แสร้งฮัมเพลงอย่างคนเมาทั่วไปจะทำกัน
...หากแค่คนเมาคนนี้...คงจะเอ่ยคำพูดตามประสาคนไร้สติอย่างเมื่อครู่ได้เพียงแค่ชั่วเวลานี้เท่านั้น...ยามที่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจคำพูดของเขาได้แม้เพียงคำเดียว...
"ถ้าบอกว่าการได้อยู่กับนาย ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าจะละทิ้งทุกอย่างในอดีตไว้เบื้องหลังได้...ฉันจะยิ่งถูกเกลียดขี้หน้ามากขึ้นอีกซักแค่ไหนนะ....?"
...ที่กล้าพูดเช่นนี้ออกมา ก็เพราะเพียงแค่ชั่วเวลานี้...ที่ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกนี่ จะไม่มีวันสื่อถึง และจะไม่มีวันได้รับการตอบรับ....
...ไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ดี...ว่ามันเป็นไปไม่ได้.......แต่ขอแค่สักครั้งได้ไหม? กับการที่จะมีใครบางคนยื่นมือเข้ามาฉุดรั้งเอาไว้อย่างหวงแหน...
...ผิดมากไหมนะ...ที่อยากจะเป็นคนสำคัญของอีกฝ่ายแค่เพียงเสี้ยววินาที...
"ขอโทษนะ...." ไฟย์หลับตาลง และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก...
**************************
"เอ้า! ถึงแล้ว ลงไปได้แล้ว!"
คุโรงาเนะพูด แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบและรู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ นินจาหนุ่มจึงรู้ว่าคนบนหลังได้ตกอยู่ในห้วงนิทราแล้ว คุโรงาเนะค่อยๆวางร่างบางลงบนแคร่ที่ใช้นอนอย่างระมัดระวังไม่ให้อีกฝ่ายตื่น
ใบหน้าที่หลับใหลยังคงทิ้งร่อยรอยของรอยยิ้มอันแฝงด้วยความเศร้าโศก ร่างบางครางในลำคอเบาๆก่อนจะพลิกตัวลงนอนคว่ำตามถนัด
มือใหญ่ที่หยาบด้านจากการต่อสู้ค่อยๆยื่นไปไกล่ปอยผมสีทองให้พ้นหน้าอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล
"....อย่าทำให้เป็นห่วงนักจะได้ไหม... "
แม้ใจจะอยากปฏิเสธ แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่า ยิ่งเวลาที่ใช้เดินทางร่วมกันผ่านไปมากแค่ไหน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกพันผูกเข้าหาจอมเวทผมทองคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
...แต่ก็เพราะรู้ดีว่าในที่สุด เมื่อการเดินทางนี้สิ้นสุดลง สิ่งที่รออยู่คือการลาจาก...สำหรับคนที่ถูกผูกมัดด้วยคำปฏิญาณว่าจะปกป้องคุ้มครองเจ้าหญิงของตนเหนือสิ่งอื่นใดเช่นตัวเขา จะให้ละทิ้งหน้าที่ย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้...
และสำหรับไฟย์เอง การจะปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ก็มีค่าเท่ากับพิพากษาให้ตัวเองรอรับการเผชิญหน้ากับผู้ที่ตามล่าตนอยู่....หนทางของเขาทั้งสองจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีวันบรรจบเข้าหากันได้...
....เพราะอย่างนั้น...ถึงได้เลือกช่วงเวลานี้...ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายกำลังหลับใหล เพื่อให้แน่ใจว่าความรู้สึกพิเศษที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นจะไม่มีวันสื่อถึง....เลือกที่จะทะนุถนอมและปกป้องอยู่เงียบๆเท่านั้น.......ไม่ว่าเสี้ยวหนึ่งในใจจะกำลังร่ำร้องให้ฉุดรั้งคนตรงหน้าให้มาอยู่เคียงข้างก็ตาม...
"ถ้าฉันบอกว่าฉันจะสู้กับใครก็ตามที่ทำให้นายต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุนอยู่แบบนี้ นายจะยอมปักหลักลงที่ญี่ปุ่นกับฉันไหม? ไฟย์?"
แต่ก็ไม่มีคำตอบจากร่างบางที่กำลังนอนหลับ ในกระโจมอันมืดมิด มีเพียงเสียงหายใจเข้าออกของสองหนุ่ม หนึ่งพ่อมดหลวงแห่งดินแดนหิมะอันไกลโพ้น และหนึ่งผู้พิทักษ์ปราสาทผู้ต้องสาป ผู้ที่โชคชะตานำพามาให้มาเจอกันบนโลกและมิติที่แตกต่าง...หากจะมีสรรพเสียงอื่นใดให้ได้ยินนอกจากนั้น ก็คงเป็นเสียงของหัวใจสองดวงที่กำลังร้องเรียกหากันด้วยความรู้สึกอันปรี่ล้นจนแทบเอ่อท้นออกมานอกอกแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เสียงจากหัวใจทั้งสองก็ได้แต่เพียงสะท้อนอยู่ในความเงียบงันของห้วงราตรี เฝ้าหวังอย่างเงียบๆถึงวันที่มันจะสื่อไปถึงอีกฝ่าย...แค่เพียงเท่านั้น....
**************************
-Fin-
ฟิคหวานปนเศร้าจังเลยค่ะ