Whats behind a phone call? (PartB)
[Original Story]
By: Asana Fay Kakuba
Rate: PG
Warning: Shonen-ai!!
*****************************
ว่าไงนะ เจ้าเนี่ยน่ะเหรอ??
จริงๆนะ นี่ไง ดูสิ!!
ชายหนุ่มผู้ตกเป็นเป้าของบทสนทนา นั่งอยู่ในวงล้อมของเพื่อนที่กำลังตื่นเต้นสุดขีด ที่ถืออยู่ในมือ คือจดหมายจากมหาวิทยาลัย
เยี่ยมไปเลย! ทุนนี้ให้แค่คนเดียวต่อคณะเองนี่นา เจ๋งไปเลยว่ะ
นั่นสิๆ ได้เงินขนาดนี้ต่อเดือน งานพิเศษไม่ต้องทำยังได้เลย
ก็คงยังทำแหละ อะไรที่เก็บได้ก็อยากเก็บ ไม่อยากเอามาใช้เท่าไหร่ ชายหนุ่มตอบเพื่อนที่ดูจะตื่นเต้นมากกว่าเจ้าตัวเสียอีก
นั่นสินะ น้องก็ยังเรียนไม่จบด้วยนี่นา แต่ไม่รู้ล่ะ ยังไงๆนายก็ต้องพาพวกชั้นไปเลี้ยง!
ฮ่ะๆ รู้แล้วๆ แหม ก็สัญญาไว้แล้วนี่นา อุตส่าห์ช่วยตรวจเรียงความให้ เอ้า อยากไปร้านไหนล่ะ แต่ห้ามเกินงบนะ
งกชะมัด!
.
เป้ใบเดิมถูกโยนลงบนเตียงอย่างเคย แต่ความรู้สึกในวันนี้ของชายหนุ่มแตกต่างจากวันก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด เพราะข่าวดีที่เพิ่งได้รับ ทำให้ความรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ ถูกแทนที่ด้วยความแช่มชื่นและความปิติยินดี
คนแรกที่หนุ่มน้อยรีบแจงข่าวดีให้ทราบก็คือครอบครัวที่อยู่ต่างถิ่น พ่อแม่และน้อง ต่างดีใจกับข่าวนี้ แย่งกันส่งเสียงแสดงความยินดีกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ ทำเอาชายหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ หลังจากถามสารทุกข์สุกดิบกันจนเป็นที่ำพอใจ ชายหนุ่มก็วางหู ก่อนจะกดโทรศัพท์หาใครอีกคนที่อยากให้่ร่วมรับรู้ความรู้สึกนี้ด้วย
ตื้ด.....ตื้ด.....ตื้ด....ตื้ด.... เสียงเรียกเข้าดังซ้ำๆ แต่ก็ไม่มีใครรับสาย
หรือว่า...ยังไม่เลิกงาน? จะว่าไปนี่ก็เย็นแล้ว...พวกนักธุรกิจนี่ยุ่งกันขนาดนี้เลยเหรอ มิน่า โทร.มาทีไร ค่ำมืดดึกดื่นทุกที...ช่วยไม่ได้แฮะ ไว้ค่อยโทร.อีกทีก็ได้มั้ง
แต่เมื่อชายหนุ่มลองโทร.อีกครั้งในตอนดึกวันนั้น ผลก็ยังคงเป็นเช่นเดิม...ไม่มีการรับสาย...ไม่มีการโทร.กลับ...
อะไรของเขาเนี่ย... หนุ่มวัยละอ่อนเกาหัวแกรก ทั้งหงุดหงิดทั้งเป็นห่วงชายที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...
ถึงจะไม่รู้ว่าจะเชื่อใจอีกฝ่ายได้มากแค่ไหน แต่น้ำเสียงที่อ่อนโยนของชายสูงวัยกว่า ก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้คุยด้วย บทสนทนาเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับฟ้าฝน ข่าวประจำวัน หรือแม้แต่เรื่องไร้สาระอย่างแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้ว กับที่ยังไม่ได้ปอก อย่างไหนจะอร่อยกว่ากัน กลับทำให้เขายิ้มได้ ทั้งที่เพิ่งจะผ่านเรื่องน่าอ่อนใจมาทั้งวัน
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกับเขารึเปล่า...แต่อย่างน้อยเสียงหัวเราะที่ได้รับกลับมายามบทสนทนาดำเนินไป กับเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอุ่นใจ ว่าการมีตัวตนของเขาคงมีความหมายกับอีกฝ่ายไม่มากก็น้อย...
...หรืออาจจะไม่...?
ตื้ด.....ตื้ด.....ตื้ด...แกร๊ก
ชายหนุ่มหยุดความคิดอยู่แค่นั้น เมื่อในที่สุดก็มีคนรับสาย แต่ก่อนที่เขาจะได้กรอกเสียงลงไป ปลายสายก็พูดขึ้นเสียก่อน
สวัสดีค่ะ
เสียงของหญิงสาวที่ไม่เคยได้ยิน ทำให้ชายหนุ่มชะงัก รอยยิ้มดีใจเจื่อนลงไปโดยไม่รู้ตัว
สวัสดีค่ะ ฮัลโหล? ต้องการพูดกับใครคะ?
...ขอโทษครับ...
เขาพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะรีบวางสายลงไปดื้อๆแล้วรีบปิดเครื่องทันที...ใบหน้าที่ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ หม่นหมองลงไปถนัดตา พร้อมๆกับหัวใจที่จู่ๆก็เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ...
...
...ทำไมถึงได้โง่แบบนี้...
...น่าจะรู้อยู่แล้ว ว่ายังไงๆทางโน้นเองก็คงมีสังคมของเขาเอง...มีใครสักคน ที่เป็น ตัวจริง คอยอยู่เคียงข้างอยู่แล้ว...
...สุดท้ายก็เป็นได้แ่ค่คนที่เอาไว้คลายเหงาสินะ...
โทรศัพท์มือถือเครื่องน้อยร่วงหล่่นลงพื้นจากมืออันสั่นเทาของผู้เป็นเจ้าของ ห้องทั้งห้องดูเหมือนจะหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงติ๊กต่อกของนาฬิกาข้างฝา ที่ยังเดินต่อไปอย่างแผ่วเบา...
****************************
มาอยู่นี่เอง หาตัวเสียตั้งนานแน่ะ เสียงใสของเพื่อนสาวผู้คุ้นเคยร้องทัก พร้อมกับน้ำหนักของมือเรียวที่วางปุลงมาที่หัวไหล่
ช่วงนี้มือถือเป็นอะไรไปเหรอ โทร.เข้าเท่าไหร่ก็มีแต่เสียง เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆกับเสียงของเจ้าหล่อน ที่แกล้งดัดล้อเลียนเสียงเครื่องตอบรับโทรศัพท์ ก่อนจะตอบคำถามนั้นไปว่า
ช่วงนี้อาการไม่ค่อยดีน่ะ...เหมือนๆจะเสีย เลยปิดไว้...
เหรอ แย่จัง แบบนี้จะติดต่อใครก็ลำบากแย่เลยสิ
ชายหนุ่มฟังคำพูดนั้น แล้วก็ได้แต่เงียบ...
...ไม่ลำบากหรอก...เพราะคงไม่จำเป็นต้องติดต่อใครแล้วล่ะ...
ความคิดนั้นมาพร้อมกับความเจ็บแปลบที่หัวใจ หนุ่มน้อยยกมือขึ้นกุมอกโดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่คืนนั้นเขาก็ไม่ได้เปิดโทรศัพท์มือถืออีกเลย...เขารู้ว่าทำแบบนี้มันดูไม่มีเหตุผล กับคนที่ไม่รู้จักแค่คนเดียว ถึงกับต้องปิดเครื่องหนี...แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ...
เพราะเขาไม่รู้ว่าหากได้ยินเสียงของคนๆนั้นอีก เขาจะกลั้นใจไม่ร้องไห้ออกมาได้ไหม
...รับโทรศัพท์ให้กันได้ ไม่ต้องบอกก็คงพอเดาำออกว่าหญิงสาวคนนั้นคงต้องพิเศษไม่มากก็น้อยไหนจะเวลาที่โทร.ไปก็ไม่ใช่กลางวันแสกๆ แต่เป็นยามดึกสงัด แบบนี้จะให้คิดเข้าข้างตัวเองยังไงอีก?
นายมันโง่...โง่ที่สุด...กับคนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ ยังจะหวังอะไรลมๆแล้งๆ...อย่างนายน่ะเหรอจะมีความหมายอะไรกับเขาได้...ก็แค่ใครบางคนที่สุ่มเบอร์เจอ มันก็เท่านั้น สำคัญตัวผิดมากไปแล้ว...
นี่...เป็นอะไรไปน่ะ สีหน้าไม่ดีเลย
อ๊ะ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น หยุดความคิดตัวเองเอาไว้แค่นั้น ว่าอะไรนะ?
โธ่ ไม่ฟังกันเลยเหรอ ถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า?
ป...เปล่าหรอก...ไม่มีอะไร...
สาวน้อยเอียงคอมองดูเพื่อนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมคณะและเพื่อนร่วมงานพิเศษก่อนจะยักไหล่
เอาเถอะ ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร...ว่าแต่ โทรศัพท์น่ะจะเปลี่ยนเลยไหมล่ะ?
หา?
เอ้า ก็บอกเองว่าอาการไม่ค่อยดีนี่นา จะเปลี่ยนเลยไหมล่ะ โปรโมชั่นยังไ่ม่หมดนา นี่ไง ซื้อพร้อมกันกับฉันนี่แหละ
ชายหนุ่มอ้่าปากเพื่อจะปฏิเสธ แต่แล้วความคิดเมื่อครู่ก็ย้อนเข้ามาอีก...
...สุดท้ายก็เป็นแค่ใครซักคนที่มีไว้ให้หายเหงา...
...เอาสิ...จะไปเมื่อไหร่ล่ะ
****************************
หัวหน้า...เป็นยังไงบ้างคะ... เสียงอันคุ้นเคยทำให้ชายวัยสามสิบต้นๆในชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างปราณีตหันไปมองต้นเสียง
เหมือนเดิม...ท่าจะปิดเครื่องไว้ ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา
ขอโทษนะคะ...เพราะฉันแท้ๆเลย หญิงสาวในชุดสูทสีเข้มเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกผิด
ไม่หรอก อย่าโทษตัวเองเลย ความผิดของผมเองด้วยล่ะ อ๊ะ ขอบคุณนะ เขาเอ่ยพร้อมกับรับกาแฟหอมกรุ่นมาไว้ในมือ
เอ่อ...ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยได้ล่ะก็...
หนุ่มใหญ่ยิ้มอย่างใจดี
ไม่เป็นไรหรอกครับ เอ้อ ถ้าจะช่วยล่ะก็ เอานี่ไปให้ฝ่ายบุคคลให้ผมหน่อยก็แล้วกัน เขายื่นซองเอกสารให้กับผู้เป็นลูกน้อง
ได้ค่ะ...งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ
หลังจากเลขานุการของตัวเองเดินออกไปแล้ว ชายหนุ่มก็นั่งลงบนเก้าอี้บุนวมหลังโต๊ะทำงานทันสมัยของตน
...ใจแข็งจังเลยนะครับ...ใจคอจะไม่รับโทรศัพท์ผมเลยเหรอ เขาพูดไปก็มองโทรศัพท์มือถือในมือไปด้วย
เหตุการณ์เมือหลายวันก่อน ยังอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างชัดเจน วันนั้นเป็นวันที่ทุกคนหายใจหายคอไม่คล่อง เมื่อโครงการใหญ่ที่วางไว้เกิดข้อผิดพลาด ทำให้ทุกฝ่ายต้องรีบประชุมแก้ไขกันด่วน ก่อนที่โครงการจะถูกนำเสนอต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจจะมาร่วมทุนด้วย ในวันรุ่งขึ้น ทีมงานของเขาทำงานจนดึกดื่น และในที่สุดก็จัดการทุกอย่างได้ก่อนเวลาเที่ยงคืนเล็กน้อย
ในตอนที่ทุกคนกำลังโล่งอกนั่นเอง เลขานุการของเขาก็สังเกตว่าโทรศัพท์ที่ตั้งไว้เป็นระบบสั่น กำลังมีสายเข้า แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนักเมื่อเธอบอก และตอบไปว่า รับให้ผมด้วยก็แล้วกัน
ดูเหมือนว่า นั่นจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของผมเลยสินะครับ หนุ่มใหญ่รำพึงออกมาเบาๆกับตัวเอง
เขาเอะใจ เมื่อผู้เป็นเลขานุการกรอกเสียงถามซ้ำลงไปตามสาย
สวัสดีค่ะ ฮัลโหล? ต้องการพูดกับใครคะ?
ใครน่ะ? เขาถามหล่อน
เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้เป็นเจ้านาย สีหน้างงงวย
ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เป็นผู้ชาย พอถามว่าจะพูดกับใครก็ขอโทษ แล้วก็วางสายไปเลย
ไหน ขอโทรศัพท์ให้ผมหน่อย
เสียงยังฟังดูเด็กอยู่เลยค่ะ เธอรายงาน พร้อมยื่นโทรศัพท์คืนให้ผู้เป็นเจ้าของ
...ก็ยังเด็กอยู่น่ะสิครับ เขานึกในใจ ขณะที่มือก็กดเรียกดูหมายเลขโทร.เข้าล่าสุดไปด้วย ยังเรียนมหาลัย อยู่เลย...
และก็เป็นดังคาด เลขที่ปรากฏ คือหมายเลขปลายสายที่เขาจำขึ้นใจ...
หนุ่มใหญ่รีบกดโทรศัพท์กลับไปทันที แต่ก็ไม่สามารถติดต่อฝ่ายที่โทร.มาได้ แม้จะกังวล แต่เขาก็ปลอบใจตัวเองว่ามันดึกมากแล้ว อีกฝ่ายคงอยากนอนมากกว่า...ไม่มีอะไรมากกว่านั้น...
แต่เมื่อเช้าวันถัดมามาถึง ความกังวลใจของเขาก็มากขึ้นเป็นทวีคูณ...
เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
เสียงตอบรับอัตโนมัติดังซ้ำๆกัน ทุกครั้งที่เขาต่อสายไป...และยังคงเป็นอย่างนั้นติดต่อกันจนถึงวันนี้...
...ท่าทางผมคงโดนเกลียดเข้าแล้วสินะครับ... ใบหน้าคมขยับเป็นรอยยิ้มเศร้าๆ
...ลึกๆแล้วเขาก็อดดีใจไม่ได้ที่อีกฝ่าย(ดูเหมือนจะ)งอน เมื่อคนรับสายเป็นหญิงสาวที่ไม่รู้จัก...แต่เป็นแบบนี้ต่อไปเห็นจะไม่ดีเท่าไหร่...
ให้โอกาสผมอธิบายสักครั้งไม่ได้หรือครับ? เขารำพึงเบาๆพร้อมกับถอนใจอีกครั้ง...
...ผมไม่อยากเสียคุณไปทั้งๆแบบนี้...
ผู้บริหารหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงาน เบื้องล่างคือทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่ทอดตัวออกไปสุดสายตา...ใครคนนั้นที่เขาอยากเจอ คงกำลังเดินอยู่ที่ไหนสักแห่งข้างล่างนั่นเหมือนกับผู้คนที่เขากำลังจ้องมองอยู่...แปลกดีไหม ทั้งที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้กันแท้ๆ แผ่นดินที่ยืนอยู่ก็คือแผ่นดินผืนเดียวกัน...ทิวทัศน์ที่เห็นก็คือทิวทัศน์เหมือนๆกัน...แต่ในความเป็นจริงกลับห่างไกลกันได้ขนาดนี้...
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาและลองกดโทร.ออกอีกครั้ง ขณะที่ตาก็มองการจราจรบนถนนที่กำลังวุ่นวายเมือรถพยาบาลคันหนึ่งพยายามฝ่าการจราจรที่ติดขัดออกไป...
****************************
เสียงหวอของรถพยาบาลที่กรีดร้องดังสนั่นเรียกความสนใจของผู้คนที่สัญจรอยู่ได้ไม่น้อย หญิงสาวหันหลังไปมอง พร้อมกับเอ่ยขึ้น
รถติดแบบนี้จะเป็นไรไหมน้า เธอขมวดคิ้วน้อยๆด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของผู้ป่วยที่อาจจะอยู่ในรถ
ไม่เป็นไรหรอก อาจจะไม่ใช่ผู้ป่วยหนักก็ได้มั้ง บ้านนี้เมืองนี้แค่เป็นไข้ก็เรียกรถพยาบาลกันแล้ว ผู้เป็นรุ่นพี่ออกความเห็นอย่างไม่ค่อยจะสนใจ
เอ้า? แล้วเจ้านั่นหายไปไหนแล้ว? มากันสามคนไม่ใช่เรอะ?
อ๊ะ อยู่โน่นไง รุ่นน้องสาวชี้ไปที่หนุ่มน้อยอีกคนที่กำลังเดินเนือยๆอย่างซังกะตายอยู่เบื้องหลัง
นี่~~~ เธอวิ่งกลับมาหา ผมยาวๆสยายปลิวไสวไปกับแรงลม เดี๋ยวก็ทิ้งไว้หรอก มาเที่ยวทั้งทีทำตัวร่าเริงหน่อยสิ ว่าแล้วก็ดึงแขนเพื่อนให้เดินเร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
แล้วไอ้ร้านที่ว่ามันอยู่ไหนนะ? รุ่นพี่ถามเมื่อสาวน้อยกึ่งลากกึ่งจูงชายหนุ่มอีกคนมาทันแล้ว
เอ...อ๊ะ นั่นไงๆ ตรงนั้น เห็นไหม ป้ายสีส้มๆน่ะค่ะ
****************************
ตกลงว่ารับเครื่องรุ่นนี้ สีฟ้ากับสีเทานะคะ? หญิงสาวหลังเคาท์เตอร์ถามด้วยรอยยิ้มเพื่อยืนยันให้แน่ใจ
ค่ะ
งั้นช่วยกรอกเอกสารตรงนี้ด้วยค่ะ นี่ค่ะ เธอยื่นเอกสารที่ว่ามาให้ลูกค้าตรงหน้า
เอ้า ปากกา หญิงสาวผู้เป็นลูกค้ายื่นปากกาให้กับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มที่นั่งเหม่อมาตั้งแต่เมื่อครู่ กระพริบตาด้วยความงุนงงเมื่อความคิดถูกขัดจังหวะ มือก็ถือปากกาที่เพื่อนส่งให้ค้างไว้อย่างนั้น
เซ็นสิ เอกสารน่ะ สาวน้อยพยักเพยิดให้ชายหนุ่มมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาหันมาอย่างเก้ๆกังๆ และเริ่มกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไปอย่างว่าง่าย
ทันทีที่เจ้าหน้าที่ขอตัวไปหยิบโทรศัพท์รุ่นที่ต้องการมาให้ ทิ้งให้ลูกค้าทั้งสามนั่งรอ สาวน้อยก็เริ่มบทสนทนา
ช่วงนี้แปลกไปจริงๆด้วยน้า นายเนี่ย หน้ามนมุ่ยน้อยๆด้วยความเป็นห่วง
เอ๋ อย่างนั้นเหรอ? เจ้าตัวตีหน้าซื่อ
ไม่ต้องปิดหรอก พวกเราเข้าใจดี รุ่นพี่ตบไหล่เป็นการปลอบ
เข้าใจ??
โดนสาวบอกปัดมาใช่ไหมล่ะ คงเศร้าสินะ อืมๆ ไม่ต้องพูดหรอก พี่เข้าใจดี
ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่เค้าแห้วตลอดศก ยังไม่เห็นเป็นไรเลยเห็นไหมเนี่ย
ใช่ๆ...เฮ้ย!! ไม่ใช่สิ! ปลอบก็ปลอบไป มาลงอะไรที่ฉันล่ะ
มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวหรอกครับ... ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ
เอาน่ะๆ ไม่ต้องพูดหรอก แสลงใจเปล่าๆ เราไม่มีความหมายในสายตาเขาก็ไม่เป็นไร ยังมีใครอีกหลายคนที่เห็นคุณค่าเราก็พอแล้ว ชายหนุ่มรุ่นพี่พูดโดยไม่คิดอะไร แต่คำพูดนั้นกลับกระทบจิตใจชายหนุ่มเข้าอย่างจัง...
...ไม่มีความหมายในสายตาเขา...
...เป็นแค่ใครบางคนที่เอาไว้คุยเล่นแก้เหงา...
...แปะ...
อ๊ะ ชายหนุ่มร้องเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสของของเหลวที่หลังมือ และก็ต้องแปลกใจ เมื่อสิ่งนั้นคือน้ำตาของเขาเอง
อ๊า!! พี่พูดอะไรออกไปน่ะ หา!!
เฮ้ย!! พี่เปล่านะ ไม่ได้พูดอะไรเสียหน่อย
พูดสิ! ตะกี้ยังดีๆอยู่เลย หญิงสาวกล่าวโทษ พร้อมล้วงไปในกระเป๋า หยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้เพื่อน
เป็นอะไรรึเปล่า?
ไม่หรอก...ไม่เป็นไร... ชายหนุ่มปาดน้ำตาทิ้ง แล้วหัวเราะเจื่อนๆ มาบ่อน้ำตาแตกกลางร้านแบบนี้ไม่เท่ห์เลยเนอะ
ยังจะยิ้มได้อีกนะ จะร้องไห้หรือจะหัวเราะ เลือกเอาซักอย่างสิ แม้สาวน้อยจะบ่น แ่ต่สีหน้าก็บ่งบอกว่าเป็นห่วงเพื่อนไม่น้อย
ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เอ้า ไม่ร้องแล้ว เห็นไหม ชายหนุ่มยิ้มทั้งที่ตายังปริ่มน้ำตา
...ขอโทษน้า...ถ้าตะกี้พี่พูดอะไรไม่ดีเข้า... รุ่นพี่ผู้ถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุให้ชายหนุ่มต้องเสียน้ำตาลูกผู้ชายถามหน้าเจื่อนๆ
ชายหนุ่มส่ายหัว ไม่ใ่ช่เพราะรุ่นพี่หรอกครับ จู่ๆอารมณ์มันก็พาไป...แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ
...ไม่เป็นไร...จริงๆหรือ...เสียงเล็กๆในใจถามขึ้น
...จริงสิ...เขาก็แค่คนแปลกหน้า...ไม่ได้รู้จักมักจี่กันเสียหน่อย...ทั้งชื่อ...ทั้งหน้าตา...ต่อให้เขาไปทำอะไรที่ไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานี่...เขาจะมีใครที่ไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเสียหน่อย...ไม่เกี่ยว...เลยซักนิด....
...แต่ก็อยากได้ยินไม่ใช่เหรอ...เสียงทุ้มอันอบอุ่นนั่นน่ะ...
...ถึงอยาก...แต่มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว...รู้อยู่แล้วว่าสักวันมันต้องเป็นแบบนี้...ก็แค่คนเหงาสองคนที่บังเอิญมาเจอกันโดยไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักชื่อ...ถึงจะคุยกันถูกคอยังไงก็คือคนแปลกหน้าอยู่ดี ต่างคนต่างก็มีสังคมของตัวเอง มีโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องกลับไป...
...ก็แค่...ตื่นจากความฝันเร็วหน่อยก็เท่านั้น...
ขอโทษที่ทำให้รอนะคะ เจ้าหน้าที่สาวคนเดิมกลับมาพร้อมโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าในมือ เซ็นรับตรงนี้ด้วยค่ะ
...ได้เวลา่ตื่นแล้ว...
****************************
To be continued...
โฮ้ยยย เศร้าอ่ะ จะได้คุยปรับความเข้าใจกันไหมเนี่ย? สงสาร...
...Y ไม่ Y ก็ได้ทั้งนั้นหละค่ะ คิกๆๆๆ
อิจจี้ของช้านนน (T[]T) น่าฉงฉานง่ะ กระซิกๆ...ปู้ดดด (หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาสั่งขี้มูก) เคยอ่านจากบอร์ด Deathberry มาทีแล้ว มาอ่านที่นี่ซ้ำก็ยังเศร้าอยู่ดี