2006/Jun/29

Whats behind a phone call? [PartA]
[ตกลงมันคือ อุราฮาร่า อิจิโกะจริงๆสินะ ^^;; ]
By
Asana Fay Kakuba
Rate: PG
Warning: Shonen-ai!!
*****************************

ห้องอันมืดมิดสว่างขึ้นครู่หนึ่ง เมื่อแสงจากทางเดินส่องผ่านเข้ามา ยามประตูบานหนาเปิดออกให้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องเข้ามา

เป้สีดำถูกโยนลงบนเตียงอย่างไม่ทะนุถนอมเท่าใดนัก ถึงยังไงข้างในก็ไม่มีอะไรที่เป็นของมีค่าอยู่แล้ว โยนนิดโยนหน่อยก็คงไม่ทำให้อะไรแตกหัก ชายหนุ่มคิด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่พื้นข้างเตียง เอนหัวไปกับฟูกนุ่ม นั่งมองแสงจากดวงไฟนับร้อยของเมืองใหญ่นอกหน้าต่าง ในห้องอันมืดสลัว

...แล้วก็หมดไปอีกหนึ่งวัน...

เขาถอนหายใจออกมายาวๆ พร้อมหลับตาลง...ปิดกั้นตัวเองจากทุกอย่างรอบๆข้าง อย่างน้อย ก็ขอแค่ช่วงเวลานี้ ที่ไม่ต้องคิดอะไร...

ตอนนั้นเอง ที่โทรศัพท์มือถือเจ้ากรรม เลือกที่จะดัง ชายหนุ่มเกือบจะปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้นโดยไม่รับ แต่ก็เห็นหมายเลขของปลายสายที่หน้าจอเข้าเสียก่อน ใบหน้าที่ดูอ่อนระโหยมาทั้งวัน ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ก่อนจะกดรับ

สวัสดีครับ เสียงปลายสายอันคุ้นเคยเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน

ไง...

เสียงเหนื่อยเชียว เจอมาเยอะเหรอครับ วันนี้?

ก็นิดหน่อยน่ะ...ยังปรับตัวกับที่ใหม่ไม่ค่อยจะได้...แล้วนายล่ะ?

ก็ไม่มีอะไรใหม่หรอกครับ...ประชุมทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุป

งั้นเหรอ ฟังดูน่าเบื่อกว่างานที่ฉันทำอยู่อีกนะ

แลกกันไหมล่ะครับ ผมก็อยากไปทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟดูซักทีเหมือนกันนะ

ไม่เอาล่ะ เจอแต่หน้าลุงแก่ๆทั้งวันน่าเบื่อตายเลย

คำพูดนั้นทำให้คนที่อยู่ปลายสายหัวเราะ ชายหนุ่มเองก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ ความรู้สึกหนักอึ้งที่มีมาทั้งวันค่อยบรรเทาลง ดูเหมือนจะมีแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาจะยิ้มออกมาได้โดยไม่ต้องฝืน

......

ดึกแล้ว ไปนอนเถอะครับ เสียงปลายสายพูดขึ้น หลังบทสนทนายืดเยื้อมานานกว่าชั่วโมง

...ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ชายหนุ่มเพิ่งรู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปเร็วราวกับติดปีก

พรุ่งนี้มีสอบตอนเช้าไม่ใช่เหรอครับ? รีบนอนดีกว่านะ

นายนี่มันลุงชะมัดเลย คนแก่เขาเป็นแบบนี้กันทุกคนรึเปล่าเนี่ย

ใจร้ายจัง ผมเพิ่งสามสิบกว่าๆเองนะ เรียกอา ยังแก่ไปเลยนะครับ

อย่างนายเรียกลุงแหละเหมาะแล้ว

เฮ่อ ครับๆ ลุงก็ลุง ปลายสายยอมแต่โดยดีเพื่อไม่ให้ต้องต่อความยาวสาวความยืดไปมากกว่านี้ ยอมก็ได้ รีบไปนอนได้แล้วครับ

...เฮ้อ...ก็ได้ๆ ไปนอนแล้วๆ ราตรีสวัสดิ์

ฝันดีนะครับ

อือ นายก็ด้วยนะ

เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งวาง

มีอะไรอีกล่ะ เดี๋ยวก็ให้ไปนอน เดี๋ยวก็เรียกให้คุยต่อ

โชคดีในการสอบพรุ่งนี้นะครับ

ผู้ได้รับคำอวยพรถือหูค้างอยู่ครู่หนึ่ง ปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะตอบกลับไป

ไม่ต้องให้นายอวยพร ฉันก็ทำได้อยู่แล้วน่ะ

รู้แล้วล่ะครับ...งั้น...เท่านี้ก่อนนะครับ...

อือ...ไว้คุยกัน

ชายหนุ่มกดตัดสัญญาณเมื่ออีกฝ่ายวางไป รอยยิ้มยังคงเปื้อนอยู่ที่ดวงหน้าใส...อย่างน้อย...วันนี้ก็ไม่แย่อย่างที่คิด...

*****************************

 เมื่อวานคุยอยู่กับใครน่ะ พี่โทร.ไปตั้งสามสี่รอบ ไม่เห็นติดเลย

ชายหนุ่มเงยหน้าจากจานที่เช็ดอยู่ มองตอบรุ่นพี่ผู้เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่มองมาด้วยความสงสัย

...เพื่อน...น่ะครับ

จริงรึเปล่า คุยกันนานขนาดนั้น เพื่อนคนพิเศษล่ะสิ

เพื่อนจริงๆครับ ชายหนุ่มยิ้มแสดงความบริสุทธิ์ใจ

เอ้า เพื่อนก็เพื่อน แต่วันหลังน่ะ พามารู้จักบ้างนา

ครับ เขาตอบด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

...จะให้บอกยังไงล่ะ ว่าอย่าว่าแต่จะพามารู้จักเลย อีกฝ่ายเป็นใคร เขายังแทบจะไม่รู้จักซะด้วยซ้ำ นอกจากเบอร์โทรศัพท์เบอร์นั้น และเสียงคุ้นหูนั่น เขาก็ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไง...

การพบกันครั้งแรกของเขากับหมอนั่น เป็นเรื่องที่เล่าไป คนที่ได้ฟังคงทำคิ้วขมวด ดูยังไงๆก็เป็นโทรศัพท์ของพวกโรคจิตชัดๆ คนปรกติที่ไหนโทรศัพท์หาคนที่ไม่รู้จักตอนตีสอง แล้วถามดื้อๆว่า

มีเวลาว่างคุยเป็นเพื่อนผมซักชั่วโมงไหมครับ?

เป็นใคร เจอแบบนี้คงต้องด่าให้เปิง แล้วตัดสายทิ้งไปแล้ว ไม่รู้ว่าวันนั้นเป็นเพราะเขาถูกปลุกจากการหลับอันแสนสุข สมองยังทำงานไม่เต็มที่หรืออย่างไร แต่สุดท้าย เขาก็ยอมลุกขึ้นมานั่งคุยแบบหลับๆตื่นๆเป็นเพื่อนหมอนั่น หนึ่งชั่วโมง ตามที่บอกไว้เป๊ะ

ก่อนวางสาย เขาบ่นๆไปทั้งที่ยังงัวเงีย ว่าคราวหน้าโทร.มาให้มันหัวค่ำกว่านี้หน่อยได้ไหม พูดเสร็จก็หลับไปทั้งๆที่มือยังถือโทรศัพท์อยู่ ตื่นมาตอนเช้า ก็ยังงงๆ ไม่รู้ว่าที่เห็นนั่นเป็นแค่ฝันรึเปล่า กระทั่งคืนวันถัดมาถึงได้แน่ใจว่าไม่ใช่ฝัน เมื่อหมอนั่นโทรศัพท์มาอีกครั้ง...หัวค่ำกว่าครั้งแรกอย่างที่ขอไว้จริงๆ

มันก็ออกจะน่ากลัวอยู่เหมือนกันล่ะ เล่นทำตัวยังกับสโตกเกอร์แบบนี้ โทรศัพท์มาแล้วถามว่า กำลังทำอะไรอยู่หรือครับ เนี่ย ถึงไม่ใช่นางเองในหนังแนวหวีดสยอง ก็คงอดหลอนไม่ได้เหมือนกัน

แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่ได้หาทางยับยั้งการติดต่ิอจากอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าการทำแบบนี้ ออกจะเป็นการเสี่ยงไปหน่อย แต่เสียงที่ปลายสายก็ไม่ได้ฟังดูเป็นคนมีพิษมีภัย แถมยังออกจะดูมีการศึกษาดีเสียด้วยซ้ำ...

จะว่าไป...ฆาตกรโรคจิตหลายคนก็มีบุคลิกแบบนี้เหมือนกันสินะ...

แต่ถึงจะมีโอกาสเป็นไปได้ที่หมอนั่นจะเป็นพวกโรคจิต เขาก็ยังอยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ไว้ใจได้

เหตุผลน่ะเหรอ?

...เพราะน้ำเสียงของหมอนั่น...มีบางสิ่งที่แฝงอยู่ด้วย...บางสิ่งที่เขารู้จักดี...เมื่อมาอยู่เมืองใหญ่แห่งนี้...

บางสิ่งที่เรียกว่า...ความเหงา...

เขายังจำบทสนทนาในวันนั้นได้ดี...วันที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น... เป็นครั้งที่สาม ที่หมอนั่นโทรศัพท์มา ตอนนั้นตัวเขาชักจะหงุดหงิดที่ถูกใครก็ไม่รู้โทรศัพท์กวนอยู่ได้ทุกคืน พอรับสาย ก็เลยขึ้นเสียงกรอกลงไปว่า

นี่นาย! ไม่มีใครจะให้โทร.หาแล้วรึไง โทร.มาอยู่ได้!

คำถามนั้นทำให้คนปลายสายนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่...

มี...แ่ต่ก็เหมือนไม่มีครับ...

คราวนี้เป็นคนถาม ที่ต้องนิ่งไปบ้าง...

ตอบแบบนี้...ดูเป็นคนไม่มีคนคบไปไหมครับ เสียงปลายสายหัวเราะหึๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย...ที่ชัดเจนที่สุดจนทำให้ชายหนุ่มนึกอยากถอนคำพูดของตัวเอง ก็คงเป็นความรู้สึกอ้างว้าง ยามต้องเอ่ยออกมาว่า มีก็เหมือนไม่มี นั่นแหละ

...ขอโทษที...ดูเหมือนจะถามเรื่องที่ไม่ควรถามสินะ...

ไม่หรอกครับ ผมเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาเองนี่นา เสียงของอีกฝ่ายยังคงฟังดูร่าเริง แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่ามันไม่ใช่อย่างที่ได้ิยินเลย...

เหงามากเลยสินะ...นายน่ะ คำถามนั้นถูกเอ่ยออกมา ไม่ใช่เพื่อประชด แต่เป็นความรู้สึกจากใจจริง

ความเหงาร้ายกาจแค่ไหน มีหรือเขาจะไม่รู้...ความรวดร้าวที่ค่อยๆกัดกร่อนจิตใจจากภายในจนทนทรมานแทบไม่ได้...ทั้งๆที่มีผู้คนอยู่รายล้อม แต่รู้สึกเหมือนอยู่เพียงคนเดียวในโลก...เป็นเพียงความว่างเปล่า ไร้ตัวตน...

...คุณเองก็เหมือนกันสินะครับ...

บทสนทนาในวันนั้นจบลงยังไง เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว...รู้แต่ว่าตั้งแต่วันนั้น ความรู้สึกที่มีใครอีกคนคอยโทรศัพท์หามันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ...แม้จะเป็นคนที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักก็ตาม

การได้รับรู้ว่ามีใครบางคนรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่บนโลกกลมๆใบนี้ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นได้แบบนี้เองหรือ...

เป็นอะไรไปน่ะเรา ยิ้มอยู่คนเดียว แน่ นึกถึง เพื่อนคนที่ว่าอยู่ล่ะซี่ เสียงของรุ่นพี่คนเดิมพูดขึ้น ทำให้ชายหนุ่มรีบเงยหน้าจากสิ่งที่ทำอยู่ไปทางต้นเสียง

เปล่าครับ เปล่า ไม่มีอะไร

รุ่นพี่มองหน้าผู้เป็นน้องราวกับจะหาพิรุธเพื่อล้อเลียน แต่เสียงของคนที่เพิ่งเข้ามาก็เรียกความสนใจไปเสียก่อน

มีใครสนใจจะเปลี่ยนมือถือบ้างรึเปล่า?? เสียงประกาศดังลั่นร้าน พร้อมใบปลิวในมือที่ถูกโบกไปมา เขามีโปรโมชั่นใหม่ ซื้อเป็นคู่ ได้ลดตั้งเยอะแหน่ะ สนไหมๆ

ชายหนุ่มหันมามองเพื่อนที่ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟอีกคน ที่เพิ่งมาถึงร้าน ก่อนสายตาจะเปลี่ยนไปจับจองใบปลิวในมืออีกฝ่าย

สนไหม? เด็กสาวถามย้ำ ตาเป็นประกายด้วยความหวัง

...เราเพิ่งเปลี่ยนเมื่อไม่นานนี้เองน่ะ โทษที ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆให้สาวน้อย ที่ทำตาละห้อยด้วยความเสียดาย

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับมือถือเราล่ะ เพิ่งซื้อเองไม่ใช่เหรอ ผู้เป็นรุ่นพี่ถาม

เด็กสาวควักเอามือถือคู่ใจ ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพจะำพังมิำำพังแหล่ออกมาให้เพื่อนร่วมงานทั้งสองดู

เผลอคุยแล้วนอนทับไปน่ะ หักดังกร็อบเลย ว่าแล้วก็เขย่าให้ได้ยินเสียงก่อกแก่กๆ ของตัวเครื่องแบบพับที่ทำท่าจะแยกออกจากกัน

ไม่สนใจจะซื้อใหม่จริงๆน่ะเหรอ คำถามนี้ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหัวจากชายหนุ่มทั้งสอง

เฮ่อ...โอเคๆ แต่ถ้าเปลี่ยนใจ รีบบอกก็แล้วกันนะ

*****************************

เฮ่อออออ... ชายหนุ่มถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนเมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน วันนี้ไม่ใช่วันดีของเขาเท่าไหร่ นอกจากจะรับเมนูของลูกค้าพลาดจนต้องให้ในครัวทำกับข้าวให้ใหม่แล้ว ตอนเก็บโต๊ะ เขายังเผลอทำของที่เหลืออยู่ในจานหกใส่กระเป๋าลูกค้าอีก... ถึงแม้ลูกค้าจะใจดีไม่เอาความ แต่ความรู้สึกแย่ๆกับตัวเองก็ทำให้อารมณ์ขุ่นไปไม่น้อย...

ทำงานน่ะมีสมาธิหน่อยสิ สมาธิไม่พอนะเราน่ะ คำพูดของเจ้าของร้านยังคงก้องอยู่ในหัว

มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เวลาทำงานตื่นเต้นมากเลยเหรอ

เฮ่อ มันก็ไม่ใ่ช่อย่างนั้นหรอกครับ... ชายหนุ่มบ่นพึมพำออกมากับตัวเองเบาๆ

เขาเข้าใจดี ว่าที่เจ้าของร้านบ่น ก็เพื่อให้เขาำทำงานดีขึ้น ไม่ใช่ว่าจุกจิกจู้จี้อย่างไม่มีเหตุผลหรอก...แต่บางที มันก็ทำให้ท้อเหมือนกัน...ไม่เคยรู้สึุกว่าตัวเองไร้ความสามารถ เป็นคนไม่เอาไหนแบบนี้มาก่อนเลย...

ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำงานพิเศษมาก่อนหรอกนะ...เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่มาทำงานที่เป็นงานร้านอาหาร งานที่ผ่านๆมา เป็นงานที่ไม่ต้องออกจากบ้านก็ได้ แค่รับส่งผ่านทางอีเมลล์ก็พอ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็ทำ ไม่ต้องมาทรหดอดทน ยืนมันตั้งแ่ต่หัวค่ำยันเที่ยงคืน ทำงานสารพัดอย่างในเวลาเดียวกันแบบนี้...
...เงินแต่ละเยนมันหายากแบบนี้เองสินะ...

ชีวิตเด็กมหาลัยของจริงมันก็แบบนี้แหละ ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของเพื่อนซี้ที่คุยกันผ่านโปรแกรมสนทนาในอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องคิดมากน่ะ พยายามเข้า สู้ๆ ไม่มีใครเริ่มต้นที่จุดสูงสูดหรอก...ทั้งแก...ทั้งฉัน หรือแม้แต่พระเจ้า

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆกับคำพูดปลอบใจ ที่ฟังแล้วไม่แน่ใจว่าเพื่อนมันจะปลอบหรือยุให้ก่อการใหญ่กันแน่ แต่เขาก็ต้องยอมรับล่ะว่าประโยคนั้นทำให้เขามีกำลังใจขึ้นมาได้ไม่น้อยเลย...
...นั่นสินะ...ไม่มีใครเริ่มจากจุดสูงสุดหรอกใช่ไหม?

เขาสูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด ก่อนถอนหายใจออกมา ราวกับต้องการเรียกพลังกายพลังใจที่เสียไปให้กลับคืนมา

เอาล่ะๆ เลิกเฉาได้แล้ว อาบน้ำๆ หนุ่มน้อยพูดกับตัวเอง ก่อนจะถอดเสื้อกันลมตัวนอกออก จังหวะนั้นเองที่โทรศัพท์มือถือที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อนอกกลิ้งตกลงมาบนเตียง กระพรวนที่แขวนไว้ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง เรียกความสนใจจากผู้เป็นเจ้าของ

.... ชายหนุ่มจดจ้องโทรศัพท์ของตน พาลคิดไปถึงใครที่อยู่ที่ปลายสาย...ใครคนที่นึกอยากได้ยินเสียงขึ้นมาเหลือเกิน...ในวันที่หดหู่อย่างวันนี้

เลขหมายถูกกดลงไป ตามด้วยปุ่ม โทร.ออก แต่ไม่ทันได้ยินสัญญาณเรียก สายก็โดนตัดไปเสียก่อน

นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว? โทร.ไปตอนนี้มันจะเป็นการรบกวนอีกฝ่ายเปล่าๆ...

...แต่หมอนั่นก็เคยโทร.มาตอนตีสองนี่นา ไม่น่าเตะกว่าเหรอ? ดึกแค่นี้นี้ไม่เป็นไรหรอก

--โทร.ออก--

...แต่ถ้าเกิดวันนี้อยากพักล่ะ เห็นว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอนด้วยนี่...

--ตัดสาย--

...ลองเรียกดูซักสองสามครั้งก็แล้วกัน...ถ้าไม่รับค่อยวาง

--โทร.ออก--

...แต่ถ้านอนอยู่จริงๆมันก็เป็นการปลุกอยู่ดีแหละ...

--ตัดสาย--

ตรื้ดดดดดดดดด

ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้ง ที่อยู่ดีๆโทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้นมาอย่างไม่ให้ตั้งตัว เมื่อจ้องมองหมายเลขที่โทร.เข้า ก็ยิ่งต้องแปลกใจมากขึ้น เพราะมันคือหมายเลขของปลายสาย ที่เขากดๆตัดๆอยู่นั่นเอง

เขาจ้องโทรศัพท์ในมือตัวเองราวกับเห็นหนอนบินได้หล่นปุลงมาจากฟ้า ก่อนจะรีบกดรับ

นอนหลับไปแล้วหรือครับ? เสียงคุ้นเคยถามเสียงอ่อย รู้สึกผิดที่่โทร.มารบกวนอีกฝ่ายกลางดึก

ยังหรอก ยัง...เพิ่งกลับมาจากงานพิเศษน่ะ

ทำถึงดึกขนาดนี้เชียวหรือครับ? ผู้ที่อยู่ปลายสายถามอย่างแปลกใจ

วันนี้ต้องอยู่ปิดร้านน่ะ...ว่าแต่...มีอะไรหรือ?

เปล่าหรอกครับ... นี่เขาคิดไปเองหรือเสียงทุ้มนั้นฟังดูขัดเขินยังไงพิกล? แค่คิดว่า...ไม่โทร.มาหลายวัน คุณอาจจะคิดถึงผมอยู่ก็ได้...

พ...พูดอะไรบ้าๆ ไม่ค่อยจะหลงตัวเองเลยนะคุณ!!

นั่นสินะครับ ท่าจะคิดเข้าข้างตัวเองมากไปหน่อย อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ

เฮอะ ชายหนุ่มแกล้งทำเสียงหงุดหงิด นึกดีใจเหลือเกินที่โทรศัพท์ไม่ล้ำสมัยขนาดที่เห็นหน้าของคู่สนทนาได้...

...เพราะตอนนี้ หน้าของเขาแดงจัดราวกับจะไหม้เอาทีเดียว...

*****************************
To be continued...

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อุระอิจิจริงๆเหรอเนี่ย = ="
แต่งฟิคได้อบอุ่นจังเลยครับ แต่งต่อไวๆนะ ^ ^ (เห็นแก่ตัวไปไหมเนี่ย...)
#1  by  Rion Yula Athha ll V.Toushirou ll Last Piece At 2006-06-29 20:09, 
หวาวว...ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นอุระอิจิ
มันอบอุ่นมากๆ
แบบว่าตอนสุดท้ายนี่เขินแทนหนุ่มทำงานพิเศษเลย
#2  by  ◇†◇~smilecowboy ALONG MY ROAD~◇†◇ At 2006-06-29 22:05, 
อุระอิจิจริงๆเหรอนี่
ม่ายน่าเชื่อเลย
แต่แต่งเก่งนะ
แต่งต่อวายๆน้า.....รออยู่
#3  by  โยรุอิจิ (210.203.183.181) At 2007-04-02 21:40, 
คู่นี้ก็น่ารักนะเนี่ยเอิ๊กๆ พล็อตเรื่องดีอ่ะ เริ่มต้นกันด้วยการรับโทรศัพท์จากคนที่ไม่รู้จักแต่ก็คุยกันได้ บทสนทนาตอนท้ายทำเอายิ้มได้เลยนะเนี่ย
#4  by  akisa_chan (58.136.228.108) At 2007-12-14 03:02, 

<< Home


Asana Fay
View full profile