A Goodwill Conspiracy [Part C]
By: Asana Fay Kakuba
Pairing: Renji x Byakuya
***********************************
เร็นจิตรวจหาบาดแผลของเบียคุยะด้วยสายตา และทันทีที่เห็นรอยสีแดงเข้มบนเสื้อคลุมของอีกฝ่าย เจ้าของผมสีไวน์ก็หันขวับไปหาร่างยักษ์ แรงกดดันวิญญาณอันมหาศาลถูกปล่อยออกมาด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน สายตาฉายแววอันตราย
"แก..ตาย!"
***********************************
สิ้นเสียงกร้าว บังไคของพญาลิงก็ถูกฟาดฟันเข้าใส่ร่างของวิญญาณร้าย คมเขี้ยวของงูใหญ่ฝังลึกทะลวงหน้ากากของฮอลโลว์ยักษ์จนแหลกภายในครั้งเดียว
"ไม่.. " เจ้าหน้ากากโนะพูดได้แค่นั้นก่อนที่ร่างกายจะสลายไปในอากาศ
"หัวหน้าคุจิกิครับ!!"
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีผู้บุกรุกเหลืออยู่แล้วเร็นจิจึงผนึกสวัสดิกะก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาร่างที่ทรุดนั่งอยู่บนพื้น
"ข้าไม่เป็นไร" เบียคุยะตอบ
แต่ถึงอีกฝ่ายจะบอกเช่นนั้นเร็นจิก็ยังไม่วางใจ
"ขอเสียมารยาทล่ะครับ"
ว่าแล้วชายหนุ่มอายุน้อยกว่าก็จัดการทึ้งเสื้อชายตรงหน้าอย่างถือวิสาสะเผยให้เห็นผิวขาวนวลภายใต้อาภรณ์ราคาแพง
"รองหัวหน้าอาบาราอิ!! ทำอะไรของเจ้า หยุดนะ!!"
ร่างบางร้องลั่นพลางยกมือขึ้นปัดป้อง หน้าหวานเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มด้วยความอาย
"อยู่เฉยๆสิครับ" เร็นจิดุชายสูงวัยกว่าราวกับอีกฝ่ายเป็นเด็กเล็กๆ "เดี๋ยวแผลก็เปิดไปมากกว่านี้หรอก"
เร็นจิตรวจดูแผลที่สีข้างแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเลือดยังซึมออกมาเป็นสัญญาณว่าปากแผลยังไม่สมาน เขาหันไปรอบตัวเพื่อหาสิ่งที่จะใช้เป็นผ้าพันแผลได้
ร่างสูงเกือบจะขว้าเอาผ้าำพันคอสีเขียวอ่อนมาใช้ แต่เมื่อนึกถึงความอบอุ่นที่ได้รับในคืนอันหนาวเย็นในฤดูใบไม้ผลินั้น เขาจึงเปลี่ยนใจคว้าเอาเสื้อคลุมสีขาวมาแทน
"ค่อยเบิกเอาใหม่ก็แล้วกันนะครับ"
ว่าแล้วเสื้อประจำตำแหน่งหัวหน้าหน่วยก็ถูกฉีกออกเป็นขนาดที่ต้องการ ก่อนถูกนำมาพันรอบตัวคนเจ็บอย่างเบามือ
ความเป็นห่วงเป็นใยที่ฉายออกมาอย่างชัดเจนจากแววตาและความใส่ใจที่ได้รับจากผู้ใต้บังคับบัญชาผมแดงทำให้เบียคุยะปฏิเสธไม่ออก ได้แต่นั่งตัวแข็งให้อีกฝ่ายปฐมพยาบาลอย่างว่าง่าย
"เสียท่าเอาง่ายๆแบบนี้ไม่สมเป็นหัวหน้าหน่วยเลยใช่ไหม" เบียคุยะำพูดทำลายความเงียบ
"ก็หัวหน้ายังไม่หายดีนี่ครับ" เร็นจิตอบพลางซ่อนปมผ้าพันแผลให้เรียบร้อยก่อนจัดเสื้อของเบียคุยะให้เข้าที่ตามเดิม
"แถมเซ็มบงซากุระก็ยังอยู่ที่ข้าด้วย"
พูดแล้วก็เหมือนนึกขึ้นได้ ผู้มียศเป็นรองหัวหน้าเอื้อมมือปลดดาบฟันวิญญาณที่เหน็บไว้ข้างเอวคืนให้แก่เจ้าของ
นี่ครับ
ผู้รับทำท่าจะรับแต่ก็ชะงักไป สีหน้าที่เมื่อครู่ยังเป็นสีชมพูระเรื่อหมองลงเมื่อเห็นอะไรบางอย่างที่ไปสะกิดใจเข้า
ที่แขนของเร็นจิมีรอยแผลที่เป็นแม้จะจางไปบ้างแต่ก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจน
...รอยแผลเป็นที่เกิดจากคมดาบของเซ็มบงซากุระ คาเงโยชิ...
"เอ้อ" เร็นจิชักมือกลับ "ก็แค่แผลเป็นน่ะครับ ไม่เป็นไรแล้ว"
"...ขอข้า...ดูหน่อยได้ไหม..." เบียคุยะเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา
เร็นจิลังเลแต่ก็ยอมยื่นแขนให้แต่โดยดี
มือที่เป็นต้นเหตุให้เกิดรอยแผลลึกนั้นประคองมือกร้านไว้ขณะที่นิ้วเรียวไล้ผ่านแผลเป็นอย่างเศร้าสร้อย
"ยังเจ็บอยู่รึเปล่า" น้ำเสียงนั้นคละด้วยความรู้สึกเป็นห่วงและสำนึกผิด
เร็นจิส่ายหัว "ไม่แล้วครับ"
ไม่รู้ว่าทำไม แค่เพียงเห็นคนตรงหน้าทำหน้าแบบนี้หัวใจของเขาก็พลอยเจ็บแปลบไปด้วย
"หัวหน้าครับ...คือ..."
"ข้าขอโทษ"
"ครับ??" เร็นจิไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดไปรึเปล่า
"ข้าขอโทษ.." ร่างบางพูดซ้ำอีกครั้ง "ที่เอาแต่ยึดกับกฎเกณฑ์จนไม่ลืมหูลืมตา...จนลูเคียเกือบต้องตาย...และเจ้า...ทั้งที่เจ้าหวังดีแท้ๆแต่ข้ากลับ..."
เบียคุยะเบือนหน้าหนีไม่กล้าสู้หน้าชายที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทิ้งไว้ให้ตายอยู่เบื้องหลังเยี่ยงหมาข้างถนน
"หัวหน้า่คุจิกิ..."
"เจ้าจะให้อภัยคนอย่างข้าได้ไหม" เจ้าบ้านคุจิกิช้อนตาขึ้นมองบุคคลที่เขาติดค้างคำขอโทษ โดยไม่สนใจว่าคนที่ตนกำลังวิงวอนขอความเห็นใจจะเป็นแค่คนไร้หัวนอนปลายเท้าจากเมืองลูคอน
เร็นจินิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
"ข้า...ข้าคงยกโทษให้ท่านไม่ได้หรอก"
คุจิกิ เบียคุยะรู้สึกชาไปทั้งตัว
"....อย่างนั้นหรือ"
แม้คำพูดจะราบเรียบแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความขมขื่น
"ข้าคงขอมากไปสินะ" เบียคุยะกำชายเสื้อแน่น...ปวดร้าว...ราวกับหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ!" เร็นจิจับไหล่ทั้งสองประคองให้อีกฝ่ายมองหน้าตน
"ก็ถ้าข้าบอกว่า ยกโทษให้ ก็แปลว่าท่านมี 'โทษ' น่ะสิครับ"
คำพูดที่ไม่คาดคิดทำให้เบียคุยะเบิ่งตากว้่าง
"อยากจะช่วยใจจะขาด แต่ก็ช่วยไม่ได้ ได้แต่ทนเห็นนางถูกประหารไปต่อหน้าต่อตา เท่านี้ก็เจ็บปวดเกินพอแล้ว อย่าเกลียดตัวเองไปมากกว่านี้เลยนะครับ ข้าไม่เคยคิดว่าท่านติดค้างอะไรข้า้เลยซักนิด"
เร็นจิใช้หลังนิ้วสัมผัสแก้มนิ่มอย่างทะนุถนอม
"ยกโทษให้ตัวเองเึถอะนะครับ"
....หยาดน้ำตาใสไหลหยดลงมาใส่มือของร่างสูง
"ขอบใจมาก..เร็นจิ..." ชายสูงศักดิ์ยิ้มทั้งน้ำตาก่อนซบหน้าลงบนไหล่ชายหนุ่มผมแดง
เร็นจิยิ้ม แขนแกร่งค่อยๆโอบร่างตรงหน้าเข้ามาในอ้อมกอด มือหยาบลูบเรือนผมนุ่มสีเข้มอย่างแผ่วเบาเป็นการปลอบโยน ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนก่อเกิดขึ้นในใจชายหนุ่ม
ทำไม..ทำไมการได้โอบกอดคนๆนี้เข้ามาแนบกายถึงได้รู้สึกดีแบบนี้..อย่างกับว่าเขาหลงรักคุจิกิ เบียคุยะอย่างงั้นแหละ...
หลงรัก?
ความคิดนั้นเป็นเหมือนแสงสว่างวาบเข้ามาในหัวของเร็นจิ
แล้วเขาก็เข้าใจเป็นครั้งแรกว่าทำไมเขาถึงร้อนใจแทบคลั่งยามรู้ว่าคุจิกิ เบียคุยะบาดเจ็บ
ทำไมเขาถึงรู้สึกชื่นใจนักยามได้เห็นรอยยิ้มอันหายากของเจ้าบ้านคุจิกิผู้เงียบขรึม
ทำไมเขาถึงกับต้องใช้บังไคจัดการกับฮอลโลว์กระจอกๆที่กล้าทำให้คุจิกิ เบียคุยะเลือดออก
และทำไมเขาถึงกอดคุจิกิ เบียคุยะอยู่แบบนี้...
"ข้ารักท่าน..."
เบียคุยะผละออกจากอ้อมแขนเพื่อมองชายอายุน้อยกว่าอย่างไม่เชื่อหู
"ข้ารักท่าน" เร็นจิย้ำอีกครั้ง
เบียคุยะรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับจะไหม้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ เขาเำพียงแค่รู้สึกผิดกับคนตรงหน้าเท่านั้นไม่ใช่หรือ
แต่เมือริมฝีปากนุ่มถูกบรรจงจูบอย่างช้าๆ และลิ้นร้อนของชายอ่อนวัยกว่าแทรกเข้ามา เบียคุยะก็พบว่ามันคงไม่ใช่แค่นั้นเสียแล้ว เรี่ยวแรงต่อต้านของเขาหายไปจนหมด ความคิดของเขากลายเป็นสีขาวโพลน รู้สึกแต่เพียงสัมผัสอันหอมหวานที่โหยหามานาน
"หัวหน้า....เบียคุยะ..." เสียงทุ้มของเร็นจิเหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล เบียคุยะรู้สึกถึงลมหายใจร้อนของอีกฝ่ายเป่ารดที่ต้นคอ ก่อนที่ริมฝีปากจะจู่โจมขบเม้มผิวขาวบริเวณนั้นจนแดงช้ำ
"อ..อ๊ะ..เร็นจิ..." เสียงหวานของร่างบางยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ของผู้ที่ถูกเรียกชื่อพุ่งพล่านเข้าไปอีก
เขาแค่ตั้งใจจะขโมยจูบเพียงเท่านั้น แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้คงห้ามกันไม่ได้แล้ว
แต่ก่อนที่เร็นจิจะได้ทำอะไรให้สาแก่ใจไปมากกว่านั้น เสียงอะไรบางอย่างก็ทำให้เขาต้องชะงัก
"เงียบๆสิ!"
"เจ้านั่นแหละ! อ๊ะ.."
"ซาบิมารุ!!??"
เร็นจิผละออกจากเบียคุยะแทบไม่ทัน นี่เขาถูกดาบของตัวเองถ้ำมองเหรอเนี่ย
เบียคุยะก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาลืมไปเลยว่าไม่ได้อยู่กับเร็นจิแค่เำพียงสองคน
"ไม่ต้องเกรงใจข้าสองคนก็ได้นะ ตามสบาย" ซาบิมารุที่ตอนนี้อยู่ในร่างลิงใหญ่ยิ้มเจ้าเล่ห์
"เจ้า!!" เร็นจิทำหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อ "แอบดูมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วเรอะ"
"ต้องบอกว่าตั้งแต่แรกมากกว่า ใช่ไหม ซาบิมารุ? เซ็มบงซากุระ?" เสียงเย็นของเบียคุยะถาม
"หา?" เร็นจิทำหน้าเซ่อ
"มันก็อาจจะเป็นไปได้ถ้าจะมีใครที่เก่งขนาดกลบเกลื่อนพลังวิญญาณไปลักเอาเซ็มบงซากุระโดยที่ข้าไม่รู้ตัวได้ แต่ถ้าเจ้าตัวเป็นคนออกมาเองก็คงไม่ยาก ใช่ไหม?"
"ทั้งหมดเป็นความคิดของข้าเอง อย่าโทษเซ็มบงซากุระ้เลย" ซาบิมารุออกหน้ารับ
"ไม่นะ" เสียงใสที่ไม่สามารถระบุเพศได้ของเซ็มบงซากุระ้ประท้วง
"ถ้าจะลงโทษก็ลงโทษข้าด้วย...ข้าแค่อยากเห็นท่านเบียคุยะมีความสุขเท่านั้น...ใครจะคิดว่าพวกฮอลโลว์จะโผล่มาแล้วกลายเป็นเรื่องยุ่งแบบนี้"
"ข้าไม่ได้โกรธ เซ็มบงซากุระ้ เบียคุยะพูดอย่างเมตตา"
เร็นจิที่เพิ่งปะติดปะต่อเรื่องได้หันไปหาดาบของตนอย่างเอาเรื่อง "ทั้งหมดเป็นผีมือเจ้าเหรอ!?"
"ก็ถ้าไม่ทำแบบนี้เจ้าจะได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหนุ่มสำอางค์นี่เรอะ"
"นี่เจ้า สำนึกบ้างไหมเนี่ยว่าทำเรื่องเดือดร้อนขนาดไหน!!"
"ก็ไปโทษพวกฮอลโลว์โน่นสิ แล้วข้าก็เห็นเจ้าสองคนออกจะำพอใจกับผลงานข้าซะขนาดนั้น" ราชาลิงหรี่ตามองอย่างรู้ทัน ทำเอายมทูตทั้งสองหน้าแดงด้วยความอาย
"ถ้าไม่มีอะไรข้ากลับไปนอนล่ะนะ" ซาบิมารุตัดบทดื้อๆ "อ้อ พวกลูกน้องเจ้ากำลังแห่กันมาที่นี่ คงได้เวลาพาเจ้าหนุ่มนั่นกลับหน่วยแล้วล่ะ" พญาลิงทิ้งท้ายก่อนกลับเข้าไปในดาบ
"หนอย เจ้าลิงหางตลก!! อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยไปง่ายๆนะเฟ้ย"
แต่ก็ไม่มีคำตอบจากราชาลิง
เร็นจิอ้าปากจะหาเรื่องต่อแต่เสียงเรียกชื่อเขากับหัวหน้าคุจิกิก็ดังขึ้นเบื้องหลัง พวกลูกน้องของเขาที่รู้สึกถึงแรงกดดันวิญญาณมหาศาลยามเขาปลดปล่อยสวัสดิกะแห่กันมาตามหารองหัวหน้าของตนอย่างจ้าละหวั่น
ร่างสูงถอนใจ เรื่องซาบิมารุคงต้องเอาไว้สะสางทีหลังซะแล้ว ก่อนอื่นคงต้องเก็บกวาดสิ่งพวกฮอลโลว์ก่อไว้ก่อน แล้วก็...
เร็นจิช้อนตัวร่างบางที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้าขึ้นมาอย่างระมัดระวังไม่ให้กระเทือนแผลที่สีข้างของคนเจ็บ
"เอาล่ะ ไปกันเถอะครับ" เร็นจิพูดแล้วก็หันไปตะโกนเรียกคนอืิ่นๆ
"วางข้าลงนะ แผลเท่านี้ข้าเดินไปหน่วยที่4เองได้" ผู้มียศเป็นหัวหน้าร้องสั่ง
"อย่าดิ้นสิครับ" เร็นจิดุก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบด้วยเสียงที่เบาลง "แล้วก็ ใครว่าข้าจะำพาท่านไปหน่วย4 เสียงนั้นแฝงด้วยความนัยบางอย่าง"
"เจ้า!" เบียคุยะหน้าแดงอีกคำรบหนึ่ง แต่ก่อนที่จะได้ทันพูดอะไรต่อ หน่วยสนับสนุนก็มาถึง
เร็นจิสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญญาดูแลความเสียหายที่เกิดจากฮอลโลว์และตรวจสอบสนามพลังกั้นมิติให้เรียบร้อย ส่วนเขาจะำพาท่านหัวหน้าหน่วยไปรับ 'การรักษาพิเศษ' เอง
เบียคุยะทุบอกคนที่อุ้มตนอยู่ดังพลั่ก เร็นจิแม้จะเจ็บแต่ก็ยิ้มร่า กระชับร่างบางในอ้อมกอดให้แน่นเ้ข้ามาอีก
ไม่มีวันที่เขาจะปล่อยมือจากคนๆนี้
กี่ปีกันที่เขาวิ่งไล่ตามแผ่นหลังนี้ กี่ปีที่เขาได้แต่เฝ้ามองดวงจันทร์บนฟ้านั่น
ยามนี้เขาได้ดวงจันทร์ที่ว่ามาไว้ในถนอมไว้ในมือมีหรือจะปล่อยให้หลุดลอยไปให้ใคร
ต่อจากนี้จะมีอุปสรรคอีกมากมายเท่าใด หรือจะต้องสู้กับฮอลโลว์ที่ร้ายกาจมากแค่ไหนมันก็คงไม่สำคัญ
ตราบใดที่ดวงจันทร์ดวงนี้ยังคอยส่องแสงอันอ่อนโยนนำทาง หมาข้างถนนตัวนี้ก็มีบ้านให้กลับเสมอ
***********************************
--บทส่งท้าย--
"ซาบิมารุ หลับไปแล้วหรือ" เสียงใสถามทำลายความเงียบขึ้น
"ทำไมอีกล่ะ นอนไม่หลับเหรอไง"
"มันมืดนี่"
"เอ้า ก็ไม่ดีหรือไง"
"นี่..เมื่อไหร่ท่านเบียคุยะกับเร็นจิจะยอมให้เราออกไปจากตู้นี่เสียทีล่ะ"
"ก็คงเช้าโน่นล่ะ" ซาบิมารุตอบ ป่านนี้สองคนนั่นคงหมดแรงหลับไปแล้วล่ะมั้ง
"แค่นี้ก็ต้องเอามาขังไว้ด้วย" ดาบสูงวัยกว่าบ่นกระปอดกระแปด "ข้าไม่ใช่พวกถ้ำมองอย่างซาบิมารุเสียหน่อย"
"น้อยๆหน่อย ตอนนั้นใครไม่ทราบที่จ้องตาไม่กระพริบ นอนไปเลยไป ข้าง่วงแล้ว" โดนอีกฝ่ายเอ็ดเข้าให้ดาบประจำตัวหัวหน้าหน่วยคนงามจึงต้องยอมสงบปากสงบคำ
"....เออนี่ ซาบิมารุ"
"อะไรอีกล่ะ" พญาลิงทำเสียงหงุดหงิดแม้ใจจริงจะไม่ได้รำคาญอะำไร
"ไฮเนโกะบอกว่าฮินาโมริจังรู้สึกตัวแล้วล่ะ"
"งั้นเรอะ แบบนี้เจ้าหนูชิโร่ของเจ้ามังกือยักษ์คงเบาใจขึ้นมาหน่อยแล้วสิ"
"ก็เนี่ยแหละ ตอนนี้เฮียวรินมารุกับโทบิอุเมะเลยกำลังวางแผนว่าจะช่วยสองคนนั้นยังไงดี"
"หือ น่าสนุกนี่"
"ใช่ไหมล่ะ ซาบิมารุก็เอาด้วยใช่ไหม"
"แหงอยู่แล้ว"
แล้วแผนร้ายของเหล่าผู้หวังดีก็ยังคงดำเนินต่อไป...
***********************************
Fin