เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องแนวYaoi ใครที่ไม่ชอบเรื่องแนวนี้กรุณาปิดหน้านี้ด้วยนะคะ
llllllllllllllllllllllllllllllllllllllllllllll
Better than anyone (1st story of the Blade Trilogy)
By: Asana Fay Kakuba
Pairing: Renji x Byakuya
Warning: Shonen-ai (Yaoi)
Rate: PG
Disclaimers:All of Bleach characters belong to Kuto Taito. I'm just playing with them :) No profit is made from my fanfictions.
llllllllllllllllllllllllllllllllllllllllllllll
เขาพูดได้เต็มปากว่าเป็นผู้ที่รู้จักคุจิกิ เบียคุยะดีกว่าใคร
เขาพูดได้เต็มปากว่ารู้จักคุจิกิ เบียคุยะดีกว่าผู้ที่ให้กำเนิดชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้นี้
ดีกว่าฮิซานะ หญิงผู้เดียวที่เจ้าบ้านคนปัจจุบันแห่งตระกูลคุจิกิยอมเปิดใจให้
เขารู้จักคุจิกิ เบียคุยะดีกว่าตัวคุจิกิ เบียคุยะเองเสียอีก
เพราะอย่างไรเสีย ผู้ที่ปลุกให้เซ็มบงซากุระผู้นี้ลืมตาตื่นขึ้นก็คือ คุจิกิ เบียคุยะ นั่นเอง
เขาจึงรู้ดีถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ชายหนุ่มที่คนรอบข้างเคารพยำเกรงและเรียกอย่างยกย่องว่าท่านหัวหน้าคุจิกิ
ใครเล่าจะเข้าใจน้ำหนักของศักดื์ศรี หรือแรงกดดันของเกียรติยศที่ถูกวางลงบนสองบ่าของชายหนุ่มดีไปกว่าเขา
คุจิกิ เบียคุยะถูกพร่ำสอนให้นึกถึงความสำคัญของบ้านเป็นหลัก ไม่ว่าจะทำสิ่งใด จะเยื้องย่างไปที่ใด ผู้สืบทอดตระกูลคุจิกิ ก็มิควรแสดงกริยาวาจาที่ไม่เหมาะสม คำสอนเหล่านี้เองที่กลายเป็นโซ่ตรวน ล่ามเบียคุยะเอาไว้กับกฏเกณฑ์ คุมขังเขาเอาไว้ในกรงทองที่ชื่อว่าบ้านคุจิกิ
มีเพียงสองครั้งที่นกน้อยในกรงทองตัวนี้กล้ายื้อยุดดิ้นรนจากโซ่ตรวนที่รัดรึงมันเอาไว้ ครั้งแรกคือตอนที่ฮิซานะ หญิงสาวไร้ฐานันดรจากเมืองลูคอนย่างเท้าเข้ามาในบ้านคุจิกิ และอีกครั้งเมื่อคุจิกิ เบียคุยะรับเอาผู้สืบสายเลือดเดียวกับเธอผู้นั้นเข้ามาใต้ชายคาแห่งนี้
แต่ผลของการต่อสู้กับกฏเกณฑ์กลับมิได้ปลดปล่อยเขาจากกรงขัง ตรงกันข้าม โซ่ตรวนกลับพันธนาการแน่นขึ้นด้วยคำสาบานต่อหน้าผู้ให้กำเนิด
ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะรักษากฏยิ่งกว่าชีวิต
คุจิกิ เบียคุยะกลายเป็นตุ๊กตาที่ถูกสายโซ่ยึดแขนขาให้เดินไปตามกฏ อย่างไม่มีทางขัดขืน แม้โซ่นั้นจะบังคับให้เขาต้องผลักไสน้องสาวคนเดียวของหญิงสาวที่เขารักไปสู่ความตายก็ตาม
เซ็มบงซากุระมั่นใจเหลือเกินว่าถ้าหากคุจิกิ ลูเคียถูกประหารไปจริงๆหัวใจของชายผู้นี้คงถูกกรีดแทงเป็นเสี่ยงๆจนไม่อาจกลับเป็นอย่างเดิม และตัวเซ็มบงซากุระเองก็คงไม่อาจเปล่งประกายได้อีก
ดาบฟันวิญญาณนั้นรักษาตัวเองได้ตราบเท่าที่ผู้ครอบครองดาบมีกำลังใจที่จะมีชีวิตและต่อสู้ต่อ แต่หากผู้ใช้ดาบกลายเป็นร่างที่ไร้จิตวิญญาณ ซากุระพันต้นก็คงไม่ต่างจากต้นไม้ตายซากที่แม้เพียงต้องลม กิ่งก้านแห้งกรอบก็คงจะหักโค่นร่วงหล่นลงมายังพื้นดิน
เซ็มบงซากุระจึงไม่แปลกใจเลยที่นายผู้สูงศักดิ์ของเขารู้สึกขอบคุณเรียวกะผมสีส้มที่ชื่อคุโรซากิ อิจิโกะผู้นั้น ทั้งที่เบียคุยะถูกเด็กหนุ่มเล่นงานไปไม่น้อย เพราะนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่โซ่ตรวนแห่งศักดิ์ศรีของเจ้าบ้านหนุ่มดูจะเบาบางลง และเป็นครั้งแรกที่เขาละเมิดกฏโดยไม่นึกเสียใจเลย
และถ้าหากคุโรซากิ อิจิโกะ คือคนที่คุจิกิ เบียคุยะรู้สึกติดค้างคำขอบคุณ บุคคลที่หัวหน้าหน่วยหกรู้สึกติดค้างคำขอโทษมากที่สุดก็คงไม่พ้น อาบาราอิ เร็นจิ รองหัวหน้าหน่วยของเขาเอง
อาบาราอิ เร็นจิ เป็นคนเข้มแข็ง ตรงไปตรงมา และไม่ไยดีต่อกฎเกณฑ์ หากกฎนั้นขัดต่อความชอบธรรมของตน
นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เบียคุยะรู้สึกสนใจในตัวผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้
เคยมีคนในบ้านคุจิกิอ้างถึงชายหนุ่มผมแดงว่า พวกแหกคอก แต่คุจิกิ เบียคุยะไม่คิดแบบนั้นเสียทีเดียว
จริงอยู่ที่การกระทำของเร็นจินั้นน่าตำหนิ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ควรรักษากฎแต่กลับแหกกฎเสียเอง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการแสดงความกล้าที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง
ส่วนหนึ่งในใจเบียคุยะอดอิจฉาอาบาราอิ เร็นจิไม่ได้
หมาข้างถนนแม้จะหิวโซเพียงใด ก็ยังมีอิสระที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อถือ
แต่นกในกรงทองนั้น ทำได้ก็แค่เพียงขยับปีกสวยอยู่ในกรงขังโดยไม่อาจรับรู้ถึงความกว้างของท้องฟ้า
อาบาราอิ เร็นจิละเมิดกฎเพื่อหาทางช่วยชีวิตคุจิกิ ลูเคีย
แต่สิ่งที่เขาผู้เป็นพี่ชายกลับไม่เพียงไม่ช่วย แต่ยังทำร้ายผู้หวังดีต่อเขาและน้องสาวจนปางตายด้วยมือตัวเอง
เขาจะสู้หน้าอาบาราอิ เร็นจิได้อย่างไร
"หัวหน้าคุจิกิครับ??"
ชายหนุ่มผมแดง รองหัวหน้าหน่วยที่หกเรียกชื่อผู้บังคับบัญชาของตนอย่างเป็นห่วง นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ในรอบสัปดาห์แล้วที่หัวหน้าของเขาเหม่อแบบนี้
"ไม่สบายตรงไหนรึเปล่าครับ?"
คุจิกิ เบียคุยะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอ่อนวัยกว่า ก่อนตอบเรียบๆว่า "ข้าสบายดี เร็นจิ"
เร็นจิไม่เชื่อคำตอบของคนตรงหน้าเท่าใดนัก แต่ก็ไม่รู้จะถามอย่างไร
"เอ่อ...ไม่รู้สิครับ แต่ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้หัวหน้าดูแปลกๆ" เร็นจิเว้นช่วงอึดใจหนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยถามต่อ
"ยังคิดมากเรื่องลูเคียอยู่อีกหรือครับ"
คำพูดนั้นเหมือนจะจี้ใจดำของอีกฝ่าย เบียคุยะก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตาของคู่สนทนา
"ข้า...."
ท่าทีของชายหนุ่มผมดำยืนยันข้อสงสัยของเร็นจิ รองหัวหน้าหน่วยผู้มีรอยสักเป็นเอกลักษณ์ถอนหายใจก่อนนั่งลงตรงหน้าชายสูงศักดิ์
"หัวหน้าคุจิกิครับ ลูเคียน่ะไม่เคยนึกโกรธท่านเลย ก็อาจจะมีบ้างที่เคยน้อยใจ แต่ยัยนั่นตอนนี้น่ะเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงเย็นชากับตัวเองนัก แถมท่านอุตส่าห์เสี่ยงตายเอาตัวเข้ารับดาบของเจ้าจิ้งจอกตาตี่นั่น เท่านี้นางก็ซึ้งจะแย่ ท่านจะยังรู้สึกผิดอีกทำไม"
"ข้า.....ไม่ได้คิดมากเรื่องลูเคีย"
"..อ้าว??"
"เร็นจิ.....คือข้า.....ข้า....."
สิ่งที่อยากพูดนั้นมีมากมายเท่าภูผา แต่ใยยามต้องพูดออกมากลับหาคำพูดไม่ได้กัน
เร็นจิไม่รู้ว่าทำไมแก้มขาวนวลของเบียคุยะตอนนี้กลับกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมจังหวะการเต้นของหัวใจตนเองเร็วระรัวขึ้นเพียงแค่เห็นใบหน้าแบบนั้นของเบียคุยะ เขาพยายามไม่สนใจความรู้สึกแปลกๆที่เริ่มจะก่อตัวภายในอกและตั้งใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะพูด
"คนที่ทำให้ข้าคิดมากน่ะ......."
"ท่านหัวหน้าคุจิกิ !!!ท่านรองหัวหน้าอาบาราอิ !!!ข้อความด่วนจากท่านยามาโมโต้ขอรับ!!!"
เสียงโหวกเหวกจากด้านนอกทำลายมนต์ขลังของช่วงเวลานั้นจนป่นปี้ เบียคุยะรีบสำรวมอาการกลับมาเป็นเจ้าชายน้ำแข็งคนเดิม เร็นจิครางในลำคออย่างขัดใจก่อนจะลุกไปเลื่อนประตูให้ผู้ส่งสาสน์จากหน่วยที่หนึ่งเข้ามา
เบียคุยะรับฟังรายงานจากผู้ถือสาสน์ด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นอย่างที่หัวหน้าหน่วยพึงกระทำ
หากเซ็มบงซากุระรู้ว่าใจของชายหนุ่มว้าวุ่นเพียงใด
ความรู้สึกที่อยากถ่ายทอดให้อีกฝ่ายรับรู้อัดแน่นอยู่เต็มอก
แม้น้ำหนักของโซ่ตรวนจะเบาบางลง แต่น้ำหนักของอะไรบางอย่างที่ก่อเกิดขึ้นในใจของคุจิกิ เบียคุยะกลับหนักขึ้นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
นายของเขาเข้าใจว่า อะไรบางอย่างที่ว่าคือความรู้สึกผิดที่มีต่ออาบาราอิ เร็นจิ
แต่เซ็มบงซากุระรู้ดีว่ามันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น...
llllllllllllllllllllllllllllllllllllllllllllll
Fin