สปอยล์บลีชตอนใหม่...ทำร้ายจิตใจ(ว้อย)ค่ะ TT_____TT
วันนี้ยิ่งอารมณ์ไม่ปรกติอยู่ ยิ่งมาเจอแบบนี้ยิ่งหดหู่หนักเข้าไปอีก
รู้สึกอยากเข้าโหมดกอดเข่าอยู่มุมห้อง แล้วโยกตัว หงึก..หงัก..หงึก..หงัก
บรรยากาศลูกไฟวิญญาณลอยละล่อง...
อ่ะฮึก....
สปอยล์บลีชตอนใหม่...ทำร้ายจิตใจ(ว้อย)ค่ะ TT_____TT
วันนี้ยิ่งอารมณ์ไม่ปรกติอยู่ ยิ่งมาเจอแบบนี้ยิ่งหดหู่หนักเข้าไปอีก
รู้สึกอยากเข้าโหมดกอดเข่าอยู่มุมห้อง แล้วโยกตัว หงึก..หงัก..หงึก..หงัก
บรรยากาศลูกไฟวิญญาณลอยละล่อง...
อ่ะฮึก....
National Secret (Part3 -End-)
By Asana Fay Kakuba
pairing: AU0106
Part 3/3
*****************************
“ว้าย!”
เสียงร้องของหญิงสาวดังขึ้นอย่างตกใจ เมื่ออยู่ๆร่างในอาภรณ์สีขาวก็เลี้ยวผ่านมุมกำแพงเข้ามาชนกับเจ้าหล่อนอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง
“ข้าขอโทษ....อ๊ะ....ท่านนัดดาวดี...อารุจ....”
“อ้าว ท่านปราบ”
“ท่านปราบเองหรือเจ้าคะ ข้าตกใจหมด มีธุระอันใด ไยรีบร้อนเช่นนี้เจ้าคะ? ตายจริง! เสื้อท่านปราบเลอะหมดแล้ว”
หัวหน้านางกำนัลที่เดินมาพร้อมกับนักเรียนทหารหนุ่มน้อย ร้องออกมาอย่างตกใจอีกครั้ง เมื่อชาที่นางถือมาด้วย หกรดอาภรณ์ขาวของอีกฝ่ายจนเปื้อนเป็นดวง
“พวกเจ้ายกพระกระยาหารว่างไปให้องค์มหาราชาทั้งสองก่อนก็แล้วกัน ข้าจะจัดการเรื่องเสื้อท่านองครักษ์เอง”
นางหันไปร้องสั่งนางกำนัลที่เดินตามมา ก่อนจะนำตัวปุณยนันท์ไปยังห้องสำหรับเตรียมสำรับที่อยู่ไม่ไกล พร้อมกับอารุจ
ไยองครักษ์หนุ่มจึงรีบร้อนเช่นนี้? คงต้องย้อนเหตุการณ์ไปก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน....
*****************************
“เจ้าคงเคยได้ยิน ว่าข้ารู้จักกับเคนได้ยังไง?”
คิโยโนบุ ราชันย์แห่งราชอาณาจักรข้างเคียงพูดอย่างเรียบเรื่อย ขณะที่ยกชาขึ้นมาจิบ
“ขอรับ...ท่านคิโยโนบุแฝงตัวเป็นสามัญชนออกท่องเที่ยว...จนมาพบกับท่านเคนโดยบังเอิญ...”
ชายหนุ่มสูงวัยกว่าพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“ตอนนั้น...ข้าก็เคยดื่มชาแบบนี้เหมือนกัน”
“งั้นหรือขอรับ....”
ดวงตาใสของปุณยนันท์ จับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเขานัก แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะเงียบและฟังต่อ เพราะรู้ดีว่าชาวตะวันออกมักสื่อสิ่งที่ตนต้องการบอกแฝงไว้ในบทสนทนาที่อาจฟังดูไม่เกี่ยวกันเลย...
“แต่ว่าตอนนั้นเป็นเวลาดึกแล้ว เราทั้งคู่ต่างนอนไม่หลับ สุดท้ายก็เลยมานั่งจิบชาชมจันทร์กัน”
“ขอรับ...”
“ตอนนั้น...จำได้ว่าเคนแหงนหน้าขึ้นไปบนฟ้า แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า ดียิ่งนักที่คืนนี้มิใช่คืนเดือนมืด หากเป็นเดือนเพ็ญ”
“เอ๋...?”
“อย่าบอกเขาล่ะว่าข้าบอก...แต่เห็นเจ้าตัวบอกว่าสบายใจนัก ยามได้เห็นสีขาวนวลของดวงจันทร์....”
ราชนิกูลแห่งดินแดนข้างเคียงเว้นวรรคนิดหนึ่ง เพื่อมองคนตรงหน้าแล้วยิ้มให้...
“ข้าชักจะลืมแล้ว....เจ้าเคยบอกว่าชื่อเจ้าแปลว่าอะไรนะ? ปราบ?”
ดวงตาที่คมราวกับจะมองทะลุทุกสิ่ง....กำลังยิ้ม....
และปุณยนันท์ ศศบดี....ก็กำลังรู้สึกเหมือนใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าว....ราวกับจะไหม้....
เมื่อแรกเจอ...มหาราชาอนิวรรต...เจ้าชีวิตของเขา...ก็เคยถามคำถามเดียวกันนี้....
“นามสกุลเจ้าแปลกดี แปลว่าอะไรงั้นหรือ?”
สุรเสียงนั้น...ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ดังให้ได้ยินราวกับลอยมาจากที่ไกลแสนไกล....
และเขาก็ยังจำคำตอบของตัวเองต่อคำถามนั้นได้เช่นกัน....
“แปลว่าพระจันทร์ขอรับ....”
“องค์มหาราชาเสด็จ!!”
เสียงประกาศก้องของทวารบาล ทำให้ความคิดของปุณยนันท์หวนกลับมายังปัจจุบัน...
ชายหนุ่มรีบผุดลุกขึ้นยืน และทำความเคารพราชาของเขาทั้งที่ยังก้มหน้า เพื่อหลบซ่อนใบหน้าแดงก่ำ แต่ดูเหมือนนั่นก็ยังไม่พ้นสายตาคมของอีกฝ่าย....
“ปราบ? เป็นอะไรไป ทำไมหน้าแดงแบบนั้น?”
“ป...เปล่า ไม่มีอะไรหรอกพะย่ะค่ะ....”
“ท่านพี่ทำอะไรกับคนของข้า?”
“หืม? ข้าเปล่านะ? ข้าก็แค่นั่งจิบชาเฉยๆ ไหน? ปราบเป็นอะไรไป?”
“ไม่มีอะไรจริงๆพะย่ะค่ะ...ข้า.......เดี๋ยวข้าไปยกพระกระยาหารว่างมาให้ทั้งสองพระองค์ดีกว่า”
มหาราชาอนิวรรตมองขัตติราชรุ่นพี่ สลับกับองครักษ์ของตนที่เดินจ้ำอ้าวออกไปอย่างผิดสังเกตที่สุด หากก็ไม่อาจรั้งตัวไว้ด้วยเสียงอันดังได้ เพราะถึงที่นี่จะเป็นเขตพระราชฐาน แต่ก็ยังเป็นส่วนตัวน้อยกว่าห้องทรงงานหรือพื้นที่ฝ่ายใน
***************************
และนั่นก็คือเหตุที่นำตัวปุณยนันท์ มาอยู่ในห้องสำหรับเตรียมพระกระยาหารว่างอยู่ ณ ขณะนี้...
“เสื้อขาวๆแบบนี้ลำบากแย่เลย....”
นัดดาวดีเปรยออกมาอย่างอ่อนใจ ขณะที่อารุจหัวเราะออกมาเบาๆ
“วันก่อนข้าก็เพิ่งพูดอย่างที่ท่านนัดพูดเปี๊ยบเลยขอรับ” อารุจหันมาจะขอความเห็นจากองครักษ์หลวง
แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าปุณยนันท์ ทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างที่สุด...
“ท่านปราบ เป็นอะไรไปขอรับ?”
“.....อารุจ...เรื่องสีเสื้อของข้า...เจ้าห้ามไปพูดให้ใครฟังนะ...ท่านนัดดาวดีด้วย”
“อ...เอ๋?? ทำไมล่ะขอรับ?”
คำถามที่อารุจถามอย่างซื่อๆ ทำให้ปราบหันขวับ...
“เพราะถ้าข้าบอกเจ้า ข้าก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องปิดปากเจ้าน่ะสิ”
(ปิดปากเจ้า - จะให้ข้าขอร้อง,ข่มขู่, หรือติดสินบนข้าก็จะทำ)
“ห๊าา!!..ท...ท่านปราบ...มันร้ายแรงอย่างนั้นเลยหรือขอรับ...”
(ปิดปากข้า - ข้าก็โดนฆ่าปิดปากน่ะสิ!)
“ใช่ ร้ายแรงมาก เจ้าห้ามไปเปรยเรื่องนี้กับใคร เข้าใจไหม!”
(ใช่ ร้ายแรงมาก - ข้าไม่อยากติดสินบนหรือข่มขู่ใคร)
“ข....ขอรับ....”
(ใช่ ร้ายแรงมาก - ท่านปราบจะฆ่าข้าเลยเหรอ..)
“...ถึงขนาดฆ่าแกงเพื่อปิดความลับเลยหรือนี่....”
นัดดาวดีแอบพึมพำออกมาเบาๆ หลังปุณยนันท์ได้เดินออกไปจากที่นั่นแล้ว....
โดยไม่รู้เลยสักนิด....กว่ากำลังพูดคนละเรื่องเดียวกันอยู่.......
"เรื่องอะไรกันนะ ถึงได้ร้ายแรงขนาดให้แพร่งพรายออกไปไม่ได้...."
"อ๋อ....ข้ารู้แล้วล่ะขอรับ ท่านนัด! เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ไม่ผิดแน่ครับ"
อารุจ ยุวทหารหนุ่มร้องออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยม
“เรื่องที่ท่านปราบต้องการปิด มันต้องเป็นความลับระดับชาติแน่ๆเลย!"
*************************
Fin.
National Secret
by Asana Fay Kakuba
Pairing: 0106
Part 2/3
*************************
“กลับมาแล้วหรือ? ท่านองครักษ์?”
ร่างสูงหลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่เอ่ยทักพลางประทับตราลงบนเอกสารแผ่นสุดท้าย
ก่อนหันมาส่งยิ้มจางให้ผู้ที่เดินเข้ามา
“แหม...ตัวจริงกลับมาแล้วแบบนี้
ก็ได้เวลาที่ตัวสำรองอย่างข้าต้องจรลีแล้วสินะครับ”
“ท่านดารันตร์พูดอะไรน่ะครับ!”
อาลักษณ์หนุ่มหัวเราะชอบใจกับท่าทางที่ดารันตร์เหมาเอาเองว่า “กินปูนร้อนท้อง”
และนั่นก็ทำให้ปุณยนันท์ต้องโวยวายขึ้นมาอีกคำรบ
“เอาล่ะๆ ข้าไม่แหย่แ้ล้วก็ได้
แกล้งมากๆเดี๋ยวท่านมหาราชาจะทรงรำคาญ
เปลี่ยนใจไม่ทรงอนุมัติงบประมาณขยายหอสมุดเสียก่อน”
ว่าแล้วดารันตร์ก็ขอตัวลากลับไปพร้อมกับหนังสืออนุมัติขององค์มหาราชา
แต่ก็ยังไม่วายโผล่หน้ามาทิ้งระเบิดก่อนตัวเองจะจากไป
“ว่าแต่ ตอนข้าอยู่ด้วยน่ะ จะทรงเรียกท่านปุณยนันท์อย่างที่เรียกเวลาอยู่กันสองต่อสอง
ข้าพระองค์ก็ไม่ว่ากระไรหรอกนะพะย่ะค่ะ”
“ท่านดารันตร์!!”
ว่าแล้วอาลักษณ์หลวงก็รีบผลุบหัวหายไปเป็นการประกันความปลอดภัยของตนจากองครักษ์หนุ่ม
ทิ้งให้ปุณยนันท์ทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่เบื้องหลัง....โดยที่มีเสียงหัวเราะหึๆ
เล็ดลอดมาจากองค์เหนือหัว ที่กลั้นทัวเราะแทบตายอยู่ ณ พระที่นั่ง...
...ให้ตายเหอะ นี่มันเหนื่อยซะยิ่งกว่าการยกพลไปปราบปรามพวกคนเถื่อนเสียอีก...
ปุณยนันท์พยายามสะกดอารมณ์ระอุของตนอย่างเต็มที่ หากว่ามันก็คงไม่ได้ผล
เพราะสายตาสุกใสขององค์ราชาที่มองมา สะท้อนแววสนุกสนานยิ่งนัก
“ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว”
“ก็เพราะใครกันล่ะครับ...”
“นั่นสินะ ท่านดารันตร์เนี่ย พูดอะไรก็ไม่รู้”
“ข้าไม่ได้หมายถึงท่านดารันตร์หรอกนะครับ”
“หืม? งั้นใครกัน? หรือว่าวันนี้ไปโดนท่านคมเดชรังแกอะไรมาล่ะ?”
ปุณยนันท์ได้แต่จ้องจอมกษัตริย์ที่ทำท่าลอยหน้าลอยตาได้อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด
เวลาปรกติก็เป็นกษัตริย์ที่่เปี่ยมด้วยทศพิศราชธรรมดีอยู่หรอก
แต่ไหงเวลาไม่ปรกติถึงได้ช่างแกล้งจนเขานึกอยากกลั้นใจตายนัก?
...ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเริ่มจะเชื่อเข้าไปทุกที
ว่าที่กำหนดให้สีเครื่องแบบเป็นสีขาวแบบนี้ ก็คงแค่อยากจะเห็นว่าเมื่อสิ้นสุดวัน
สีขาวๆนี่จะแปรเปลี่ยนเป็นสีอะไร หรือเหตุผลเอาแต่ใจอะไรเทือกนั้นเสียมากกว่าจะมีเหตุผลอะไรจริงๆจังๆ...
“เป็นอะไรไปครับ?”
อาจเพราะอาการนิ่งเงียบของปุณยนันท์ นานกว่าปรกติ ทำให้อนิวรรต วสุธาธาร เอ่ยถามขึ้น...
“เปล่านี่ครับ”
“โกรธหรือครับ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ”
ปุณยนันท์ก้มหน้าหลบตา...อันที่จริงนั่นก็เป็นเพราะเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้เท่าไหร่ว่ากำลังนินทาผู้เป็นมหาราชาอยู่ในใจ....หากว่าอาการนั้นคงทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด เพราะคำถามถัดมาของอนิวรรต ฟังดูร้อนรนและคาดคั้นอย่างประหลาด
“ไม่ใช่แล้วอะไรล่ะครับ?”
ปุณยนันท์ถึงกับชะงัก และเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายเหนือหัว ดวงตาสีเข้มสะท้อนแววกังวล อย่างที่เขาไม่เคยเห็น....
“ก็แค่...ข้าเกิดสงสัยเท่านั้นเอง...ว่าเหตุผลที่ท่านเคนกำหนดให้สีเครื่องแบบราชองครักษ์เป็นสีขาวคืออะไร.....”
ดวงตาที่จับจ้องมาที่เขาฉายแววประหลาดใจ ดูเหมือนอนิวรรตจะอึ้งไปกับคำถามนี้...
“มีเหตุผลอะไรพิเศษงั้นหรือครับ?”
ดวงตาสีนิลของผู้ใต้บังคับบัญชามองอย่างมุ่งมั่นเพื่อฟังคำตอบ....หากว่า.....
“ไม่บอกครับ”
เสียงที่พูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ ทำให้ผู้ที่รอฟังคำตอบถึงกับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“อะไรกันครับ ถ้ามีเหตุผลก็น่าจะบอกให้ข้าที่เป็นคนใส่ทราบบ้างสิครับ....”
“บอกไม่ได้ครับ”
“....คงไม่ใช่เหตุผลเอาแต่ใจอะไรหรอกนะครับ...”
ปราบแสร้งพูด...หากคำที่ควรเป็นเพียงคำหยอก กลับทำให้องค์มหาราชามีสีหน้าจริงจัง...
“ข้าอาจจะบอกไม่ได้...แต่ข้ารับรอง ว่าเหตุผลนั้นไม่ใช่อะไรไร้สาระอย่างแน่นอน พูดแบบนี้ปราบจะเชื่อข้าไหม?”
ปุณยนันท์หลบสายตาวูบเมื่อดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่เขา...ความหนักแน่นที่ถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ ทำให้ชายหนุ่มไม่กล้าซักอะไรอีก...
“...คำพูดของท่านเคน ข้าย่อมเชื่ออยู่แล้วล่ครับ...”
แม้ไม่รู้ว่าเหตุผลนั้นคืออะไร แต่ด้วยสีหน้าเช่นนั้นของผู้เป็นเจ้าชีวิต ก็ทำให้ปุณยนันท์ไม่สามารถเอ่ยคำถามที่ยังคาใจออกไปได้....
จนกระทั่ง......
“หืม....เคนเขาว่าอย่างนั้นหรือ..?”
สีหน้ายิ้มละไมของเจ้าผู้ครองอาณาจักรตะวันออกคลี่ออก เมื่อองค์รักษ์แห่งดินแดนผู้เป็นเจ้าบ้าน
รินชาหอมกรุ่นส่งให้อาคันตุกะจากแดนไกลผู้นี้...
“ขอรับ...พอเห็นท่านเคนทำหน้าตาจริงจังเช่นนั้น...ข้าก็เลย....”
“ไม่กล้าซักไซ้?”
“ขอรับ....”
ดวงตาคมของกษัตริย์แห่งบูรพทิศเหลือบมององครักษ์ประจำตัวชายหนุ่ม ที่สำหรับเขาแล้ว ไม่ต่างกับน้องชายอีกคนของตน แล้วก็ยิ้ม.....ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่....
*************************
To be continued